Featured ข่าววันนี้

นักเศรษฐศาสตร์ แนะตัดวงจร PM2.5 “ใครร่วมสร้างปัญหา ลากมารับผิดให้หมด”

นักเศรษฐศาสตร์ แนะตัดวงจร PM2.5 “ใครร่วมสร้างปัญหา ลากมารับผิดให้หมด”

รศ.ดร.สิตานนท์ เจษฎาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับ วงจรของปัญหา PM2.5 ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ว่า มกราคม 2568 “ฝุ่นจิ๋ว” มาตามคาดและจะตามมาอีกมากเกือบทั่วประเทศไทย พร้อมกับเสียงอึงอื้อฟังไม่ได้ศัพท์ ที่จะเงียบหายไปเมื่อฝนแรกของปีมาเหมือนระฆังมวยบอกหมดยก

จากนั้นทุกชีวิตคนในประเทศไทยก็จะดำเนินต่อไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลยบนแผ่นดินนี้ เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมปัญหายังมีอยู่ซ้ำซากแบบนี้ หรือว่า “เขา” เลี้ยงปัญหาไว้หาผลประโยชน์ หรือ “เรา” หมดน้ำยาในการแก้ปัญหาแล้วจริงๆ หรือเป็นไปได้ไหมว่าเพื่อนบ้านแสนดีของเราไม่เห็นเราอยู่ในสายตาเสียแล้ว

รศ.ดร.สิตานนท์ กล่าวต่อ ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีข้อถกเถียงน้อยมากในทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพคนและสัตว์หรือไม่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะข้อมูลทางสาธารณสุขและงานวิจัยที่มีดาษดื่นในทางวิชาการที่มีอยู่บ่งชี้ยอมรับว่าเป็นอันตราย เข้าใจง่ายกว่าเรื่องสัณฐานโลกกลมหรือโลกแบนเสียด้วยซ้ำ

ดังนั้น ประเด็นสาธารณะน่าจะถกแถลงกัน อยู่ที่สาเหตุหรือต้นตอของปัญหาเพื่อหาทางหลีกเลี่ยง ยับยั้ง ลดและบรรเทาเยียวยา มากกว่าการเอาสีข้างเข้าถู หรือโทษกันไปมามากกว่าการลงมือทำด้วยปัญญา ซึ่งเกือบจะเป็นพฤติกรรมปกติของสังคมไทยมานานแล้วและคงจะเป็นอยู่ต่อไปอีกนาน

ในทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม มีหลักการที่ต้องอ้างถึงเพื่อหาทางออกจากปัญหาร่วมกันคือ (1) หลักการป้องกันไว้ก่อน หรือ “กันดีกว่าแก้” และ (2) หลักการแก้ปัญหาให้ตรงจุด หรือปัญหาเกิดตรงไหนให้แก้ตรงนั้น

ซึ่งหลักการข้อ (1) บอกว่าควรเลี่ยงที่จะเสี่ยง อย่าเสี่ยงแม้นว่าเราจะยังไม่มีข้อมูลที่ดีและมากพอแก่การตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับปัญหา ก็ลดความเสี่ยงจากปัญหา โดยการหาสาเหตุด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อทราบแล้วก็จัดลำดับความสำคัญ ความรุนแรงก่อนหลังจากข้อมูลที่ได้ แล้วลงมือทำ ทำอย่างไร? เลี่ยงที่จะก่อปัญหาได้ก็เลี่ยง ยับยั้งได้ก็ทำ ลดขนาดของกิจกรรมเสี่ยงได้ก็ลด (ปิด-เปิด-ชะลอ) บรรเทา เยียวยาเมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้น

หลักการข้อ (2) แปลว่า หากสาเหตุของปัญหาหรือความเสี่ยงเกิดในพื้นที่ ตำบล หน้าบ้านหรือเขตรับผิดชอบก็เป็นภาระหน้าที่ของผู้ต้องรับผิดชอบที่ต้องทำตามหลักการข้อ (1) หากอยู่ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค หรือระหว่างอาณาเขตของรัฐประเทศ ก็ต้องอาศัยกลไกและความร่วมมือที่มีอยู่ให้เหมาะกับเหตุกับกาลเวลา

ถึงแม้ว่าในทางทฤษฎี จะมีหลักการผู้ก่อปัญหาต้องจ่าย ผู้ได้ประโยชน์ต้องจ่าย ในทางปฏิบัตินั้นยังต้องกลับไปอิงกับหลักการข้อ (1) และ (2) ที่กล่าวมาแล้วอยู่ดี ในโลกแห่งความเป็นจริง (โดยเฉพาะแบบชาวเอเชีย หรือ ชาวอาเซียน) การประยุกต์หลักการดังกล่าวทำได้ไม่ง่าย ไม่เช่นนั้นปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนในอาเซียนคงแก้ได้ในปีที่เกิด (ราวปี พ.ศ. 2539 เมื่อเกิดครั้งแรกๆ ในอินโดนีเซีย)

แต่การแก้ปัญหาอย่างน้อยต้องมี 4 ปัจจัยหลักที่ต้องมีครบถ้วน คือ เจตจำนงทางการเมืองในทุกระดับ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีทางเลือกที่เหมาะสมให้กับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และ มีการบังคับใช้กฎกติกาอย่างเข้มงวด มิเช่นนั้นก็ต้องทำใจรับกรรมร่วมกันไปเพียงอย่างเดียว หรือ เตรียมใจยอมรับให้ประเทศอื่นมาบังคับให้ทำตามกฎกติกาที่เราไม่มีโอกาสเขียนแต่ต้องทำตาม ที่ปรากฏแล้วในหลายกรณี เช่น IUU และ ข้อขัดแย้งว่าด้วยการค้าและสิ่งแวดล้อมภายใต้องค์การการค้าโลก เป็นต้น

ซึ่งนัยของหลักการทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าว หากดำเนินการได้จริงๆ มีข้อดีหากมองจากมุมของเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ ลดความเสี่ยง ประหยัด มีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาได้จริง ดังเช่นความสำเร็จของประเทศสิงคโปร์ ใครสนใจไปดูได้ เขารู้เขาทำจริง ไม่รีรอ

แต่ในความเห็นของตนนั้น มี 2 เรื่องที่เป็นเงื่อนไขเป็นตายของการแก้ปัญหาที่ระบบและรูปแบบปัจจุบันแบบไทย ซึ่งทำให้แก้ปัญหาไม่ได้คือ ต้องให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ “ไม่เผา” และเรียกหา “ความรับผิดชอบ” ทางกฎหมายทางแพ่งและทางอาญาในแต่ละชั้นของจุดที่เกิดปัญหาในปัจจุบัน ง่ายๆ โดยการให้รางวัลแก่การไม่เผา ไม่ใช่ที่ไหนเผาก็อัดงบประมาณลงไปอย่างที่ทำอยู่

และหากยังมีปัญหา ลองเอาผู้นำในแต่ละระดับของอำนาจ ออกจากตำแหน่ง ติดคุก ปรับตามความเสียหายที่เกิด ลองสักปี ให้รู้กันไปว่าปัญหานี้จะแก้ไม่ได้ คือใครร่วมสร้างปัญหาก็ลากมาร่วมรับผิดชอบ แบบตรงไปตรงมา

“การบริหารบ้านเรา มีคนใช้อำนาจโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย นี่คือวัฒนธรรมที่แก้ปัญหาให้ตายก็แก้ไม่ได้ ตัวอย่างมีดาษดื่น ไม่ใช่แต่เรื่องฝุ่นจิ๋ว แบบนี้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ก็ไร้ความหมาย” นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ท่านเดิม ระบุ

Related Posts

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิด 5 ประเด็นที่ SME ควรให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด
อยากสร้างอาณาจักรแห่งความสุข จุดเริ่มแบรนด์ Happy Sunday ของ “ไอซ์ พาดี้” ที่ล้มบ้าง ลุกบ้าง จนเติบโตราว 8 ปี
"ละลายช้า อร่อยถึงคำสุดท้าย" จุดแข็งที่พา "Blendies"เจลาโต้สัญชาติไทยโตเร็ว จนไปเข้าตาฮ่องกงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิด