เทคนิคเกษตร
หากพูดถึงการปลูกผักสลัด จัดอยู่ในพืชที่เหมาะสำหรับการสร้างรายได้หลักและรายได้เสริมมากๆ เพราะตลาดมีความต้องการสูง แต่ต้องแรกมากับความพิถีพิถันในการปลูก เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกการดูแล และขั้นตอนการเพาะต้นกล้า สำหรับขั้นตอนการเพาะต้นกล้าถือเป็นด่านแรกที่มีความสำคัญมากๆ สำหรับการปลูกผักสลัดให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากเรามีต้นกล้าที่ดี แข็งแรง ทนทานต่อโรค ซึ่งนอกจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีแล้ว การเก็บไว้ในโรงเรือนที่สะอาดก็ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญเช่นกัน เทคโนโลยีชาวบ้านจึงถือโอกาสนำเอาวิธีการทำโต๊ะสำหรับวางต้นกล้าที่ทำจากอิฐบล็อกง่ายๆ ทนทาน และมีต้นทุนที่ไม่สูงมาก ได้เทคนิคมาจากเพจ : สวนผักหลังบ้าน มาฝากทุกคน วิธีทำ 1. เริ่มจากการนำผ้ายางมาปูพื้นที่สำหรับทำโต๊ะ เพื่อกันวัชพืชก่อนการวางโครงสร้าง และให้ง่าย สะดวกต่อการทำงานในระยะยาว 2. จากนั้นทำขาสำหรับไว้รับน้ำหนักโต๊ะของต้นกล้า โดยใช้อิฐบล็อกก่อประสานกันเป็นรูปตัวทีแบบหงาย คือการใช้อิฐบล็อก 2 ก้อนในการประสานทำเป็นเสา ดังภาพด้านล่าง 3. หลังจากก่อเสาจากอิฐบล็อกวางในลักษณะตัวทีแบบหงายแล้ว นำมาวางทำเป็นฐานในระยะห่างระหว่างขาประมาณ 1 เมตร ความ
กระแสรักสุขภาพยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรท่านใดอยากจะสร้างรายได้และช่องทางการตลาดเพิ่ม การทำเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรปลอดสารพิษ ถือเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ เพราะไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพของตัวเอง แต่ยังดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และที่สำคัญคือ สินค้าที่เป็นเกษตรอินทรีย์จะขายได้ราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถกำหนดราคาขายได้เอง ซึ่งการเกษตรที่ใช้สารเคมีไม่สามารถทำได้ โดยครั้งนี้จะพาทุกท่านมาทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ เป็นสูตรของ คุณสำราญ แคยิหวา เกษตรกรจังหวัดสตูล เกษตรกรตัวอย่าง ปลูกมะละกอฮอลแลนด์อินทรีย์ ส่งขายกลุ่มคนรักสุขภาพ ผลผลิตมีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ด้วยเคล็ดลับน้ำหมักจากมะละกอที่เสียหายจากการโดนแมลงกัดกิน คุณสำราญ บอกว่า สาเหตุที่ทำให้ผลผลิตดก เก็บขายได้ทุก 4 วัน ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ปุ๋ยน้ำหมักที่ทำเอง ส่วนผสมมีดังนี้ 1. มะละกอที่ช้ำเสียหายจากการโดนแมลงกัดกิน 20 กิโลกรัม 2. พด.2 ที่ขอจากกรมพัฒนาที่ดิน 1 ห่อ 3. กากน้ำตาล 5 ลิตร 4. น้ำเปล่า ใส่ไม่มาก ปุ๋ยหมักต้องมีความข้น วิธีทำ ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ใส่ถังหมักปิดฝา หมักทิ้งไว้ 45 วัน น้ำหมั
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก ในแต่ละปีมีการผลิตและส่งออกข้าวจำหน่ายในปริมาณสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก การอนุรักษ์สายพันธุ์ดั้งเดิมของข้าวพื้นเมืองเอาไว้ โดยนำมาผลิตเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำพวกสาโทนั่นเอง จากเครื่องดื่มพื้นบ้าน มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะประกอบร่างสร้างให้กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีดีทั้งคุณภาพและรูปลักษณ์ ยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจขึ้นสู่ของดีประจำชาติ และยังสร้างรายได้มหาศาลกลับคืนสู่ผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน การส่งเสริมแบรนดิ้งให้แข็งแรง ให้คุณค่ากับความเฉพาะตัวของวัตถุดิบพื้นถิ่น ใส่ใจในการออกแบบหน้าตาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มสุนทรียะในการดื่มชิม คือตัวอย่างองค์ประกอบที่จะพาให้เครื่องดื่มพื้นบ้านไปไกลได้ทั้งในไทยและต่างแดน ความโดดเด่นทางภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยส่งผลให้แต่ละภูมิภาคมีการเพาะปลูกพืชพันธุ์ที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะมีจุดร่วมคือภูมิปัญญาหมักดองถนอมอาหารแต่การแปรรูปข้าว พืชผลไม้พื้นถิ่น สมุนไพรเหล่านี้ก็ยังต้องอาศัยภูมิปัญญาของชุมชนปราชญ์ ชาวบ้านที่ศึกษาและลงลึกในการหยิบจับส่วนผสมต่างๆ มาทดลองหมักบ่มผ่
นานแล้วที่คนพื้นบ้านตำนานไทยว่าไว้ ถึงภูมิปัญญาไทยเกี่ยวกับ “ขมิ้นชัน หรือขมิ้นเหลือง” กันอย่างมาก เกี่ยวกับประโยชน์และสรรพคุณทางยา เรียกว่า เป็นตำรับสมุนไพรพื้นบ้าน และเป็นเครื่องเทศปรุงอาหารประจำครัว นานจนดูเหมือนว่าจะเป็นพืชไทยมาแต่โบราณกาลเก่าก่อน แท้จริงเลย เรารู้จักขมิ้นกันมาตั้งแต่สมัยไหนสมัยใดแล้ว ถ้ามีใครสืบค้นต้นตอ และบันทึกไว้ อาจจะเจอเป็นหลักฐานโบราณเลยก็เป็นได้ จนถึงวันนี้สารพัดประโยชน์จากขมิ้น มีมากมายหลายด้าน หลากหลายสรรพคุณ โดยเฉพาะเกี่ยวกับสมุนไพร ขมิ้นชัน มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง ขมิ้น ขมิ้นแกง ขมิ้นหัว ขมิ้นเหลือง ขมิ้นดี เข้าหมิ้น ภาคใต้เรียก ขี้มิ้น ละมิ้น เป็นพืชในวงศ์เดียวกับ ขิง ข่า คือ ZINGIBERACEAE มีชื่อสามัญ Turmerie ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma domestica (C.longa) ขมิ้นมี 2 อย่าง คือ ขมิ้นชัน กับ ขมิ้นอ้อย มีสรรพคุณเหมือนกัน แต่ขมิ้นอ้อยจะนำมาเป็นยารักษาโรค ขมิ้นชันจะนำมาเป็นยาสมุนไพร และเป็นเครื่องเทศปรุงอาหารหลายอย่าง ใช้ได้ทั้งหัวแง่ง และใบแก่ ใบอ่อน ทางภาคใต้ แกงเหลือง หรือแกงส้ม ทางเหนือ แกงฮังเล เครื่องหมักไก่ปิ้งสีสวย กลิ่นหอมมาก ใส่ห่อหมกปลา ใบรองหม้อนึ่
ผักที่ซื้อขายในท้องตลาดนั้นมีราคาค่อนข้างแพงและเสี่ยงเจอสารเคมีตกค้าง ดังนั้น การปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเองเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น การปลูกผักสวนครัวแบบไส้ตะเกียง เพราะสะดวก ประหยัดเวลาในการปลูกและดูแลพืชผักสวนครัว ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักบริโภคในครัวเรือน การปลูกผักแบบไส้ตะเกียง เริ่มจากจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์คือ ท่อน้ำพีพีซี เลื่อยตัดเหล็กสำหรับตัดท่อน้ำพีพีซี คัตเตอร์ กรรไกร ด้าย ถังน้ำ ตะกร้า ผักสวนครัว รวมทั้งวัสดุสำหรับปลูกพืช เช่น ดินร่วน ขุยมะพร้าว ถ่านแกลบ วิธีปลูกผักแบบไส้ตะเกียง ปลูกผักแบบไส้ตะเกียง เริ่มจากนำด้ายมาทำเป็นไส้ตะเกียง หลังจากนั้น ตัดท่อพีพีซีสำหรับเติมน้ำในถัง นำตะกร้ามาเจาะรูใส่ท่อเติมน้ำพร้อมนำไส้ตะเกียงมาใส่ นำพืชผักสวนครัวที่เตรียมไว้มาปลูกในตะกร้า นำดินมาเติมใส่ให้เต็ม หลังจากนั้นรดน้ำพอให้ชุ่ม ปล่อยให้พืชเติบโตตามธรรมชาติ การปลูกพืชแบบไส้ตะเกียง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่าซื้อผัก ค่าน้ำมันรถหรือค่ารถไปตลาด แถมประหยัดเวลาในการดูแลรักษา สามารถนำไปใช้งานได้จริงในการใช้ชีวิตแบบหอพักหรือคอนโดฯ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ให้สามารถปลูกผักสวนค
จากแนวโน้มของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการเนื้อสัตว์เพิ่มมากขึ้น ให้ราคาอาหารสัตว์และวัตถุดิบการผลิตอาหารสัตว์ทั้งปลาป่น ข้าวโพด และถั่วเหลือง ในตลาดขยับราคาสูงขึ้นกว่า 30 – 40 % ทั้งนี้ความต้องการอาหารสัตว์ในประเทศไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้อย่างเต็มที่เพราะมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ เนื่องจากไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูก ปัญหาแหล่งน้ำ ปัญหาแรงงานและอื่นๆ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.มีความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นอันดับต้นๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมยกระดับและพัฒนาศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางภาคเกษตรและอาหารของโลก ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาทำเกษตรมูลค่าสูงมากยิ่งขึ้น ทำน้อยแต่รายได้เพิ่มขึ้นซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบนโยบายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดเร่งเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย3 เท่าภายใน 4 ปี สวก.ได้สนับสนุนทุนนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้
ชื่อสามัญ : ผักหวานป่า ; Pak warn ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melientha suavis วงศ์ : OPILIACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ผักหวานป่า เป็นไม้พื้นเมือง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบสั้นๆ เหนียวติดกะลำต้น เป็นใบเดี่ยว รูปร่างรีๆ เหมือนไข่ ปลายใบป้านกลมอาจมีรอยเว้าบ้าง มีหูใบเล็กๆ บริเวณก้านใบ ผล ก็จะเป็นพวงๆ มีสีเหลืองอมน้ำตาล ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ชอบขึ้นตามเชิงเขา หรือตามป่าเต็งรัง ที่เป็นหินปนดินดาน หรือปนทราย ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ผักหวานป่าจะทิ้งใบจนแทบหมดต้น แล้วต่อมาเดือนกุมภาพันธ์พฤษภาคม ก็จะแตกยอดและใบอ่อนให้ได้กินกันทุกปี ผักหวานป่า เป็นที่รู้จักบริโภคกันทุกภาค เนื่องจากรสชาติดี หากินยาก มีเฉพาะฤดูกาล ราคายังค่อนข้างสูง ปัจจุบัน ประมาณกิโลกรัมละ 100-200 บาท หน้าฝนก็อาจถูกลงมาบ้าง ตามหลักการของดีมานและซัพพลาย แต่ก็ยังถือว่าเป็นพืชทำรายได้ที่ดีแก่ชาวบ้านอย่างหนึ่งในขณะนี้ คนนิยมซื้อหาไปปรุงอาหาร และมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการดัดแปลง สูตร เช่น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อใส่ผักหวาน ผักหวานผัดน้ำมันหอย แกงจืดผักหวาน ฯลฯ
เครื่องหอมตำรับโบราณของไทย มาจากดอกไม้หอมหลากหลายชนิด เช่น ดอกมะลิ ดอกกระดังงา ดอกลีลาวดี ดอกพิกุล ดอกกุหลาบ ดอกจำปา ใบเตย ฯลฯ โดยแบ่งกรรมวิธีการผลิตเครื่องหอม 3 ประเภท คือ การอบ การร่ำและการปรุง กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า สมัยก่อนคนไทยใช้ น้ำอบ น้ำปรุง เป็นเครื่องประทินผิวกาย ให้เกิดกลิ่นหอบ ปะพรมร่างกายให้สดชื่น เครื่องหอมไทยนับเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งในการรักษาสุขภาพแบบองค์รวม เพราะมีกลิ่นหอมจรุงใจ ให้ความสดชื่น ช่วยคลายความวิตกกังวล ลดอาการวิงเวียนศีรษะ บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้นอนหลับสบาย ใช้ดูแลความงาม ใช้เป็นของชำร่วยในงานพิธีและงานเทศกาลต่าง ๆ กลิ่นหอมของดอกไม้ไนน้ำอบ น้ำปรุง ที่ใช้รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ หรือสรงน้ำพระในช่วงสงกรานต์มีกลิ่นหอมจรุงใจ ช่วยคลายร้อน ลดอาการเครียดแล้ว ยังใช้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไทย วิธีทำน้ำอบไทย วิธีทำน้ำอบไทยนั้นไม่ยุ่งยากเพียงแต่ต้องระมัดระวังในเรื่องความสะอาด และดอกไม้ที่นำมาใช้ควรปลอดสารพิษ หรือควรปลูกเองกายในครัวเรือน โดยดอกไม้สดที่นิยมนำมาใช้ทำน้ำอบ ได้แก่ ดอกมะลิ ดอกกร
สภาพอากาศแห้งและร้อน ในช่วงฤดูร้อน เหมาะกับการแพร่กระจายของศัตรูพืช ในกลุ่มพืชเศรษฐกิจสำคัญ คือ มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ข้าว มะพร้าว ทุเรียน และมังคุด ดังนั้นกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร จึงแนะนำให้เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงเพาะปลูกของท่านในช่วงฤดูแล้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชเข้าทำลายจนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง 1) มันสำปะหลัง ศัตรูพืชในช่วงฤดูแล้งที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ไรแดง และโรคใบด่างมันสำปะหลังที่มีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะนำโรค ซึ่งจะทำให้ต้นมันสำปะหลังมีการเจริญเติบโตต่ำ ให้ผลผลิตได้ไม่เต็มที่หรือด้อยคุณภาพ หรือต้นมันสำปะหลังอาจตายได้ เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจแปลงมันสำปะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใบและยอด จะมีอาการผิดปกติ เช่น ใบและยอดหงิกงอ เป็นต้น 2) อ้อย ควรเฝ้าระวังหนอนกออ้อย ด้วงหนวดยาว และจักจั่น เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจไร่อ้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณโคนต้นระดับผิวดิน และบริเวณยอด จะมีอาการผิดปกติ เช่น มีรอยเจาะ ตาอ้อยแตกหน่อใหม่ด้านข้าง แตกยอดพุ่ม หักล้ม หรือแห้งตาย เป็นต้น 3) ข้าวโพด ควรเฝ้าระวังหนอนเจาะลำต้นข้าว
น้ำหมักจุลินทรีย์เป็นสารชีวภาพที่เกิดจากการหมักของจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ เศษอาหาร กากน้ำตาล และสารอินทรีย์อื่นๆ ซึ่งให้ประโยชน์หลายด้านทั้งในภาคเกษตรและสิ่งแวดล้อม ที่พบเห็นได้บ่อยคือการนำมาปรับปรุงคุณภาพดิน เพิ่มธาตุอาหารให้พืช ลดการใช้สารเคมี แต่หรือรู้ไหมว่าน้ำหมักจุลินทรีย์จากเศษผัก ผลไม้ สามารถใช้เป็นยากำจัดหญ้าได้ด้วย ส่วนวิธีและขั้นตอนในการทำมีอะไรบ้าง เทคโนโลยีชาวบ้านรวบรวมมาให้แล้ว โดยสูตรนี้ได้มาจากเฟซบุ๊ก : Watanya Olsen ได้แชร์คลิปเทคนิคการทำน้ำหมักจุลินทรีย์กำจัดหญ้า แถมบำรุงดิน ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กของตัวเอง ดังนี้ วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ หัวเชื้อจุลินทรีย์ อีเอ็ม กากน้ำตาล ถังพลาสติกมีฝาปิด วิธีทำ น้ำเศษผัก ผลไม้ เปลือกกล้วย เปลือกมะละกอ ที่เหลือจากการกินนำมาเทใส่ถังหมักที่เตรียมไว้ แล้วผสมน้ำลงไปในถังไม่ต้องเยอะมากแค่พอคนเศษอาหารที่ใส่ลงไปได้ เติมจุลินทรีย์อีเอ็มและกากน้ำตาลลงไปอย่างละ 1-2 ฝา แนะนำให้ใส่ทั้ง 2 อย่างนี้คู่กันทุกครั้ง เพราะถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งอาจทำให้น้ำหมักมีกลิ่นเหม็น และควรเลือกตั้งถังหมักไว้ในที่ร่ม เนื่อ
