เกษตรยั่งยืน
การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน การผสมผสาน ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น ให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการในปี 2558 อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่า การทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษตรกรรม แล้วเมื่อมีความเสียหายจากกา
ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล นักวิจัยระดับเเนวหน้าของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอาหารทะเล และการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ พร้อมคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้คิดค้นและพัฒนา “ไบโอแคลเซียม” นวัตกรรมแคลเซียมที่สกัดจากกระดูกปลา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า พร้อมทั้งช่วยลดขยะ ลดของเสีย และสนับสนุนแนวคิด Zero Waste เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง สามารถพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยงานวิจัยนี้ได้รับการจดสิทธิบัตร (IP) แล้วเมื่อปี พ.ศ. 2564 จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้เกิดจาก ผู้วิจัยเล็งเห็นถึงคุณค่าของกระดูกปลาที่เหลือทิ้ง เเละก่อให้เกิดปัญหาสิ่งเเวดล้อมในท้องทะเล โดยทางภาคใต้ของประเทศไทยมีโรงงานแปรรูปอาหารทะเลจำนวนมาก เเละก่อให้เกิดเศษเหลือของปลาเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแปรรูปปลา เช่น ปลาแล่ และปลาทูน่ากระป๋อง ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ เเละในขณะเดี
กรมการข้าวโดยกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ได้จัดกิจกรรม เพรสทัวร์ (Press Tour) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสำรวจแนวทางและประชาสัมพันธ์ด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวยั่งยืน ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับ มาตรฐานสินค้าเกษตรข้าวยั่งยืน (มกษ. 4408-2565) สู่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ ศูนย์ข้าวชุมชน หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการผลิตสินค้าข้าวยั่งยืนอย่างถูกต้อง และช่วยยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าข้าวยั่งยืนในอนาคต มาตรฐานข้าวยั่งยืน (SRP) มีความแตกต่างจากมาตรฐานข้าวคุณภาพ GAP และข้าวอินทรีย์ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ มาตรฐาน GAP เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่วนมาตรฐาน ข้าวอินทรีย์ มีแนวทางคล้ายกับ GAP แต่เข้มงวดกว่าในด้านการห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ชีววิธี และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อให้ได้ข้าวที่ปลอดภัยจากสารพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที
ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผู้คนเริ่มมองหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ปลอดภัย และมาจากธรรมชาติ กลายเป็นจุดเชื่อมโยงที่ทำให้ ซุปเปอร์ฟู้ด (Superfood) กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซุปเปอร์ฟู้ดคืออาหารที่มีสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายสูงมาก เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ และไฟเบอร์ เมื่อเทียบกับปริมาณอาหารทั่วไป ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการสุขภาพดีแบบไม่ต้องยุ่งยาก เพราะให้สารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน “ผำ” จัดเป็นหนึ่งในซุปเปอร์ฟู้ดที่กำลังมาแรง และกำลังจะมีอนาคตสดใส จาก “ผำ” ที่เปรียบเสมือนสาวน้อยบ้านๆ ได้ถูกนำมาจับแต่งตัวใหม่ ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับเทรนด์ในปัจจุบันมากขึ้น “ผำ” จึงกลายเป็นพืชที่ถูกจับตามอง ตลาดในประเทศตื่นตัวรู้จักกันเป็นวงกว้างมากขึ้น ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ “ผำ” จะไม่ใช่สาวน้อยพื้นบ้านอีกต่อไป แต่กำลังไปเฉิดฉายในตลาดต่างประเทศ ทีนี้มาดูกันว่าจะมีประเทศอะไรบ้างที่เปิดรับ “ผำ” และเกษตรกรรวมถึงผู้ประกอบการที่สนใจส่งออก ต้องเตรียมตัว และเตรียมเอกสารอย่างไรบ้าง เงื่อนไขการนำเข
หากพูดถึง “สวนผักบ้านคุณตา” ที่สุขุมวิท 62 กรุงเทพมหานคร ในสายกรีนจะรู้จักว่าเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรคนเมือง ซึ่งวันนี้เราพาท่านผู้อ่านไปรู้จักเจ้าของสวนผักบ้านคุณตาซึ่งก้าวสู่ความเป็นเจ้าของพื้นที่เกษตรคนเมืองใจกลางเมืองหลวงของไทย นั่นคือ คุณกรชชนก หุตะแพทย์ หรือ “น้องฝ้าย” ซึ่งคลุกคลีกับวิถีชีวิตความพอเพียงตั้งแต่วัยเยาว์ จนมาถึงวัย 36 ปี ที่เปรียบชีวิตของเธอได้กับเป็น “ต้นไม้” ที่เติบโตด้วยการมีต้นแบบที่ดีให้เรียนรู้ถึงความพอเพียง ต้นแบบนั้น คือ คุณพ่อคมสัน หุตะแพทย์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา (Media Center for Development Foundation : MCDF) ซึ่งมีบทบาทขับเคลื่อนงานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี โดยเน้นงานด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการอบรม เพื่อส่งเสริมด้านเกษตรอินทรีย์ และเกษตรยั่งยืน ซึมซับต้นแบบที่ดี ตามรอยพ่อสู่เกษตรพอเพียง การซึมซับต้นแบบที่ดี ทำให้คุณกรชชนกเรียนต่อปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และไปต่อยอดเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ สาขาสิ่งแวดล้อม โดยตรง เรียกว่า เอาจริงเอาจังกับงานด้านสิ่งแวดล้อมก่อน
การปลูกผักในเมืองส่วนใหญ่จะทำเพื่อการบริโภคภายในบ้าน เพราะต้องการให้คนในครอบครัวบริโภคผักที่ปลอดภัย ส่วนใหญ่คนในครอบครัวหรือตัวเองมักจะเป็นโรคภัยกันแล้ว จึงแสวงหาผักอินทรีย์ที่แท้จริงเนื่องจากการซื้อหาผักอินทรีย์ในปัจจุบันไม่สามารถเชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อลดความเสี่ยงนี้ เลยมีแรงบันดาลใจที่จะต้องปลูกผักกินเอง คุณชลธิชา เหลืองทองคำ หรือ คุณตู๋ จบการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเกษตร จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้ทำงานเกี่ยวกับงานวิศวกรรมอยู่หลายบริษัท ทำงานอยู่ได้ประมาณ 15-16 ปี รู้สึกถึงความไม่มั่นคง ด้วยเห็นว่ารุ่นพี่ที่ทำงานก่อนเธอ ด้วยอายุงานและเงินเดือนที่มากกว่าถูกกดดันจากการทำงาน โดยรับเด็กรุ่นใหม่ที่เงินเดือนน้อยกว่าแต่กลับมอบหน้าที่การงานที่สำคัญกว่าคนรุ่นพี่ หลายครั้งและหลายบริษัททำแบบนี้ คุณตู๋มีความรู้สึกว่าไม่มั่นคง และคิดว่าถ้าเราตั้งใจทำงานในหน้าที่ของเราเหมือนกับที่เราตั้งใจทำงานให้บริษัท แต่เรามาทำงานของตัวเอง กิจการของเราก็จะประสบผลสำเร็จเหมือนกันแต่ดีกว่า เพราะสุดท้ายทุกสิ่งอย่างก็จะเป็นของเรา ก่อนลาออก 2 ปี คุณตู๋ได้ทดลองไปเช่าที่ดินใกล้ที่
ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับวิกฤตที่น่ากังวล นั่นคือจำนวนประชากรผึ้งที่ลดลงอย่างน่าตกใจถึงกว่า 30% ในแต่ละปี ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของแมลงชนิดหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณอันตรายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของพวกเราทุกคน ดังนั้น เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้และยกระดับบทบาทของผึ้งในสังคมปัจจุบัน “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดกิจกรรมเยี่ยมชมโครงการ “สวนผึ้งบนดาดฟ้า” ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพ ซึ่งเพิ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างโรงแรมคอนราด กรุงเทพ และจันทร์อรุณฟาร์มผึ้ง มุ่งพัฒนาแนวคิดเกษตรกรรมเมืองและเศรษฐกิจหมุนเวียนใจกลางกรุงเทพฯ โดยไม่เพียงเป็นพื้นที่สีเขียว แต่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนในสังคมได้ร่วมกันฟื้นฟูสมดุลของธรรมชาติ นางสาวดวงกมล อินทรพราหมณ์ ผู้บริหารแผนกบริหารเงินและพัฒนาเพื่อความยั่งยืน “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เคทีซีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ
เทศกาลวันหยุดยาว พาแม่เที่ยวผ่อนคลายสมอง ที่ไหนดี หากใครยังนึกไม่ออก ขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ที่จะช่วยให้คุณแม่และสมาชิกในครอบครัวทุกคน มีความสุขกับทริปท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจรที่ทั้งสนุก และได้ความรู้ไปพัฒนาต่อยอดอาชีพหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายๆ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปใช้บริการได้ตลอดทั้งปีได้แก่ 1. ศูนย์วิจัยเกษตรที่สูงเพชรบูรณ์ เขาค้อ ดินแดนแห่งขุนเขา “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมในศูนย์วิจัยฯ ได้ตลอดทั้งปี ชมแปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว สตรอเบอร์รี่ มะคาเดเมีย กาแฟอาราบิก้า อะโวกาโด พลับ บ๊วย ไม้ดอกไม้ประดับ สัมผัสบรรยากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ตามสโลแกน “พักเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี” 2. ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (แม่จอนหลวง) ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งขุนเขา อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี สัมผัสกับความงดงามไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผลเมืองหนาวหลากหลายชนิด เป็นศูนย์วิจัยและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง เพื่อส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกร สามารถชมทะเลหมอก ดูพระอาทิตย์ตก พร้อมจิบชา-กาแฟ ในบรรยากาศอันน่า
ในวันที่โลกหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัล การเกษตรก็ไม่ใช่อาชีพที่ล้าหลังอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็น “โอกาสใหม่” สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กล้าคิด กล้าทำ และมองเห็นคุณค่าของธรรมชาติผ่านมุมมองแบบนักสร้างสรรค์ สยามคูโบต้าเชื่อมั่นว่าหากจะยกระดับภาคเกษตรไทยให้ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน จำเป็นต้องเริ่มต้นที่ “คน” โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เน้น 3 ทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อเกษตรกรยุคใหม่ ทั้ง AgriTech, Agri Business และ Agri Branding เป็นการจุดไฟในใจของคนรุ่นใหม่ให้เห็นว่า เกษตรคืออาชีพแห่งอนาคตที่สามารถสร้างรายได้ สร้างแบรนด์ และสร้างชีวิตที่มีคุณค่าได้จริง คุณวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ภาคการเกษตรระดับภูมิภาคของไทยในปัจจุบัน ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของเศรษฐกิจ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมไปถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ ด้วยเหตุนี้ เพื่อสานต่อเป้าหมายขององค์กรด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน สยามคูโบต้าจึงจัดโครงการ “KUBO
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นหลายคนหันหลังให้ชีวิตในเมือง ลาออกจากงานประจำ แล้วมุ่งหน้ากลับบ้านเกิด หรือหาที่ดินต่างจังหวัด เพื่อเริ่มต้น “ชีวิตเกษตรกรในฝัน” ด้วยความหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เป็นนายของตัวเอง และอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ก่อนจะตัดสินใจครั้งใหญ่แบบนั้น มีบางอย่างที่คุณควรรู้ และควรคิดให้รอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจากงานประจำหันมาทำเกษตรเต็มตัว 1. เกษตรไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน ภาพในหัวของใครหลายคนอาจเป็นแปลงผักเขียวชอุ่ม ไก่ไข่เดินอยู่กลางสนาม พืชผลงอกงามโดยไม่ต้องใช้สารเคมี แต่ในความเป็นจริง การทำเกษตรต้องใช้ทั้ง “แรงกาย” และ “ความคิด” อย่างหนักพอๆ กับงานออฟฟิศ ที่ต้องเจอทั้งแดด ลม ฝน ดินพัง พืชตาย ตลาดเงียบ และการลงทุนที่ไม่การันตีกำไร ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ปรับมุมมอง ให้พร้อมรับมือกับความเป็นจริง แล้วค่อยวางแผนลุย 2. อย่าทิ้งงานประจำทันที เริ่มจาก “ขยับ” ไม่ใช่ “กระโดด” แทนที่จะลาออกเลย ลองเริ่มจากการทำเกษตรแบบเล็กๆ ที่บ้านก่อน เช่น ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงไก่ไข่ ปลูกไม้ผลในกระถาง ทำปุ๋ยใช้เอง ใช้เวลานี้สังเกตตัวเองว่า คุณมีความสุขกับมันจริงไหม และ คุณพร้อมจะเ
