News

ทางรอดอุตสาหกรรมไข่ไก่ไทยบนทางแยกสำคัญ ฝ่าวิกฤต “ต้นทุน และ ไข่เถื่อน” รักษาสมดุลตลาด  

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น “ไข่ไก่” ยังคงเป็นแหล่งโปรตีนราคาประหยัดที่อยู่คู่ครัวเรือนไทยมายาวนาน แต่เบื้องหลังไข่ไก่ที่วางจำหน่ายในตลาดทุกวัน คืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างละเอียดอ่อน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างปริมาณการผลิต ความต้องการบริโภค และรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ  

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารืออย่างเข้มข้นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ของสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งผู้นำองค์กรในอุตสาหกรรมสะท้อนตรงกันว่า ความท้าทายสำคัญของผู้เลี้ยงไก่ไข่ไทยในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่การผลิตไม่เพียงพอ แต่เป็นการรักษาเสถียรภาพของตลาดท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะปัญหาการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากประเทศเพื่อนบ้าน และแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต ทั้งอาหารสัตว์ พลังงาน และแรงงาน ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ถอดบทเรียนราคาไข่ตกต่ำ

อุตสาหกรรมไก่ไข่ไทยเคยเผชิญวิกฤตราคาอย่างรุนแรงในช่วงปี 2560-2561 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ส่งผลให้จำนวนแม่ไก่ในระบบเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดภาวะผลผลิตล้นตลาด และทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำเหลือเพียงฟองละ 1.70-1.80 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และเกษตรกรขาดทุนทั่วหน้า  


วิกฤตดังกล่าวทำให้ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board และทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมต้องทบทวนแนวทางบริหารจัดการใหม่ โดยเปลี่ยนจากแนวคิดการเพิ่มผลผลิตเป็นหลัก มาเป็นระบบ “ตลาดนำการผลิต” ที่ใช้ข้อมูลการบริโภคและความต้องการของตลาดเป็นตัวกำหนดปริมาณการผลิต

จากเดิมที่เคยมีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ในระดับกว่า 630,000 ตัว ได้มีการปรับลดลงเหลือ 440,000 ตัวต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และช่วยให้ตลาดไข่ไก่มีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน  

ระบบโควตา 440,000 ตัว ยังตอบโจทย์ประเทศ

นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดปริมาณการผลิตโดยอิงความต้องการบริโภคสูงสุดของประเทศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 42-43 ล้านฟองต่อวัน เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าขาดแคลนในช่วงที่ความต้องการสูงสุดของปี  

ข้อมูลจากอุตสาหกรรมระบุว่า พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่จำนวน 440,000 ตัว ส่งผลให้ประเทศไทยมีแม่ไก่ยืนกรงประมาณ 51-52 ล้านตัว และสามารถผลิตไข่ไก่ได้เฉลี่ยวันละ 43 ล้านฟอง ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการบริโภคของคนไทยทั้งประเทศ  

นายมงคล ย้ำว่า การจำกัดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ที่ระดับ 440,000 ตัว ไม่ได้สร้างความเสี่ยงต่อการขาดแคลนไข่ไก่ แต่ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยยังมีผลผลิตส่วนเกินในบางช่วงของปี โดยเฉพาะไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ซึ่งถือเป็นช่วง Low Season ของการบริโภคไข่ไก่  

“การจำกัดปริมาณนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ 440,000 ตัว ไม่มีวันทำให้ไข่ขาด เพราะประเทศไทยยังมีผลผลิตเพียงพอ และแนวโน้มประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้การบริโภคไม่ได้ขยายตัวรวดเร็วเหมือนในอดีต” ส่วนการเพิ่มมูลค่าโดยผลิตไข่อินทรีย์ ต้นทุนก็สูงตามและตลาดยังมีไม่มาก นายมงคลกล่าว  

“ไข่เถื่อน” ปัญหาใหญ่ที่กระทบทั้งราคาและความปลอดภัย

นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าวว่า แม้ระบบบริหารจัดการปริมาณการผลิตจะช่วยรักษาเสถียรภาพตลาดได้ แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมากที่สุดในขณะนี้คือปัญหาการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพบการจับกุมอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ชายแดนของประเทศ

 “ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย ทำให้ราคาไข่ไก่ถูกกว่ามาก บางพื้นที่มีการขายในราคาหลายแผงต่อ 100 บาท จนเกิดแรงจูงใจให้มีการนำเข้าสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาโดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ มีปัญหาการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จำนวนมาก สินค้าอาจมีราคาถูกกว่า แต่คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยไม่สามารถตรวจสอบได้” นายสุเทพกล่าว

นายสุเทพ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ประเทศไทยจะมีการควบคุมจำนวนพ่อแม่พันธุ์อย่างเข้มงวด แต่ราคาไข่ไก่ยังคงมีการขึ้นลงตลอดมา จากปัญหาการลักลอบนำเข้าไข่ไก่ จากการไม่ปลดไก่ยืนกรงตามที่ควรปลด จากการปิดภาคเรียน เทศกาลกินเจ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และนักท่องเที่ยวลดลง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะไข่ล้นตลาด และส่งผลต่อราคาที่เกษตรกรได้รับ 

ด้าน นายพรชัย เอี่ยมสงวนนิจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่ กล่าวว่า ปัจจุบันการนำเข้าไข่ไก่แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การค้าชายแดนตามปกติ และการลักลอบนำเข้าในปริมาณมาก เนื่องจากไข่ของเพื่อนบ้านถูกกว่าไทยเพราะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลไกราคาตลาดขายในบ้านเราโดยตรง

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านโรคระบาดที่อาจติดมากับไข่หรือบรรจุภัณฑ์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้พวกเราชาวไก่ไข่ช่วยกันสอดส่อง และขอให้ภาครัฐเพิ่มมาตรการสกัดกั้นและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดมากขึ้น

ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้เลี้ยง

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในที่ประชุมคือสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งยังคงเป็นแรงกดดันต่อเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้นทุนอาหารสัตว์ที่เป็นสัดส่วนหลักของต้นทุนทั้งหมด

เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่หลายรายสะท้อนว่า ราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองในประเทศยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ของไทยสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว  

นายมงคล กล่าวว่า การเลี้ยงไก่ไข่ในปัจจุบันเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ไก่ไข่หนึ่งตัวมีต้นทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ยังไม่รวมค่าโรงเรือนและอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้นขอให้บริหารจัดการควบคุมต้นทุนให้ดี โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานสายพันธุ์ ซึ่งแม่ไก่ 1 ตัว สามารถออกไข่ได้ถึง 350ฟองตลอดอายุการไข่ 80 สัปดาห์ หรือ 305 ฟองต่อปี แต่หากเรายังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม่ได้ ก็มีโอกาสประสบขาดทุนได้ง่าย แม้ราคาขายจะดูอยู่ในระดับที่เหมาะสมก็ตาม  

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขอให้พวกเราตระหนักว่า เราเป็นผู้ประกอบการที่มีการลงทุนในอาชีพสูงมาก ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาสมดุลระหว่าง Demand และ Supply ให้ดี อย่าขยายการเลี้ยงเพิ่มขึ้นมากนัก มิฉะนั้นจะสร้างปัญหาให้กับตลาด และทุกคนขาดทุนได้ เพราะความต้องการบริโภคค่อนข้างคงที่” นายมงคลกล่าว

เพิ่มคนกิน มากกว่าการเพิ่มการผลิต

เมื่อถามถึงทางรอด หรือแนวทางสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในอนาคต ผู้นำภาคธุรกิจต่างเห็นตรงกันว่า ทางออกทุกคนต้องไม่เพิ่มการผลิต และต้องปลดไก่ยืนกรงตามที่กรมปศุสัตว์แนะนำอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นระยะยาวต้องมีการรณรงค์การบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันคนไทยกินไข่ 235 ฟองต่อคนต่อปี เทียบกับมาเลเซีย จีน และญี่ปุ่นกินไข่มากกว่า 300 ฟองต่อคนต่อปี

รายงานข่าวจากกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่ ระบุว่าปัจจุบันคนไทยบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยประมาณ 235 ฟองต่อคนต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 4.5 ฟองต่อสัปดาห์ หากสามารถเพิ่มการบริโภคได้เพียงคนละ 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือ 52 ฟองต่อคนต่อปี เท่ากับว่าคนไทย 65 ล้านคน จะกินไข่เพิ่มขึ้นอีก 3,300 ล้านฟองต่อปี ซึ่งจะทำให้เราขยายการผลิตเพิ่มขึ้นได้อีก 18 % จากเดิมที่เราไม่ได้ขยายการผลิตมามากกว่า 7 ปี แล้ว  ซึ่งการผลิตที่เพิ่มขึ้น ช่วยสร้างายได้สู่เกษตรกรได้มากขึ้น  

กองทุนอุตสาหกรรมไข่ไก่ กลไกพยุงเสถียรภาพ

ทั้งนี้กองทุนฯ จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อช่วยดูแลเสถียรภาพของอุตสาหกรรม โดยมีรายได้จากการจัดเก็บเงินสมทบผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่และพันธุ์ไก่ไข่จากทั้ง 16 บริษัท รวมปีละประมาณ 22 ล้านบาท  

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา กองทุนได้สะสมเงินรวมกว่า 130 ล้านบาท และนำไปใช้ในมาตรการช่วยเหลือเมื่อเกิดวิกฤตราคาไข่ตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยการส่งออก การชดเชยการปลดแม่ไก่ยืนกรง รวมถึงสนับสนุนการแปรรูปไข่เพื่อลดปริมาณไข่ส่วนเกินในตลาด  

รักษาสมดุลเพื่ออนาคตอุตสาหกรรม

เสียงสะท้อนจากเวทีประชุมครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมไข่ไก่ไทยได้เดินทางผ่านบทเรียนสำคัญจากวิกฤตราคาในอดีต จนสามารถสร้างระบบบริหารจัดการที่ช่วยรักษาสมดุลของตลาดได้ในระดับหนึ่ง  

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในอนาคตยังมีอีกหลายด้าน ทั้งปัญหาการลักลอบนำเข้าไข่ไก่ ต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านโรคระบาด และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป  

สิ่งที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรเรียกร้องร่วมกัน คือการคงระบบบริหารจัดการพ่อแม่พันธุ์ที่สอดคล้องกับความต้องการบริโภค เร่งปราบปรามการนำเข้าไข่ผิดกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมให้คนไทยบริโภคไข่เพิ่มขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไข่ไก่ไทยสามารถรักษาความมั่นคงทางอาหาร และสร้างอาชีพที่ยั่งยืนแก่เกษตรกรไทยต่อไปในอนาคต

Related Posts