อะโวคาโด เป็นไม้ผลพื้นเมืองของอเมริกาแถบร้อน ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกโดย กลุ่มมิชชันนารีชาวอเมริกันที่จังหวัดน่าน ก่อนจะได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นทางการจากโครงการหลวงและกรมวิชาการเกษตร
ในอดีต คนไทยยังไม่คุ้นเคยและไม่นิยมบริโภคอะโวคาโดมากนัก แต่ด้วยกระแสการดูแลสุขภาพและเทรนด์การชะลอวัย (Longevity) ที่มาแรงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้อะโวคาโดกลายเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มคนรักสุขภาพ รวมไปถึงธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มต่างขานรับเทรนด์ ด้วยการสร้างสรรค์เมนูอะโวคาโดที่หลากหลาย ส่งผลให้พืชต่างแดนชนิดนี้ก้าวขึ้นมาเป็น “พืชทำเงินใหม่” ของเกษตรกรไทย
ปัจจุบัน สวนเกษตรหลายแห่งในไทยได้ผ่านการลองผิดลองถูก จนสามารถปลูกและพัฒนาคุณภาพผลผลิตได้อย่างเชี่ยวชาญไม่แพ้ต่างชาติ แต่นอกเหนือจากการปลูกแบบมืออาชีพและการทำตลาดแล้ว การต่อยอดสู่ “ธุรกิจยั่งยืน” คือหัวใจสำคัญที่สุด
‘สวนเทพพนา’ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ นับเป็นต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรไทย พาคนในชุมชนบ้านเทพพนาหลุดพ้นจากความยากจน จากจุดเริ่มต้นพื้นที่ปลูกเพียง 30 ไร่ ได้ขยายผลสร้างเครือข่ายแปลงใหญ่ในชุมชน จนปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกอะโวคาโดรวมกันมากกว่า 1,200 ไร่ ยกระดับสู่การเป็น “พื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ” ที่สร้างรายได้หมุนเวียนคืนสู่ชุมชนสูงถึง 60 ล้านบาท

คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ ‘สวนเทพพนา’ ว่า เกิดขึ้นจากการต้องการแก้ปัญหาของชุมชนอย่างยั่งยืน พื้นที่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นป่าสมบูรณ์ ก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งต้องพึ่งพาฝนฟ้าตามธรรมชาติและมีการใช้สารเคมีสูง นำมาซึ่งปัญหาความเจ็บป่วย ตกอยู่ในวงจรของความยากจน สภาพสังคมเสื่อมโทรม เกิดปัญหายาเสพติด การลักเล็กขโมยน้อย ไปจนถึงเด็กในชุมชนหลุดออกจากระบบการศึกษาหลังจบชั้น ป.6
จากวิกฤตดังกล่าว ชุมชนจึงร่วมกันระดมความคิดเพื่อสร้างป่าให้กลับคืนมา โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นป่าที่ไม่ถูกตัด และต้องสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ไปพร้อมกัน
“เราเริ่มฟื้นฟูป่าในปี 2550 ชุมชนร่วมมือกันสร้างบ้านดินเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และในบ้านดินแห่งนี้ เราได้มีการทดลองนำเมล็ดอะโวคาโดมาเพาะปลูก ปรากฏว่าเจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตรสชาติเอกลักษณ์ สามารถนำไปขายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมทุ่งดอกกระเจียวได้จริง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชุมชนเห็นศักยภาพของอะโวคาโดในพื้นที่แห่งนี้”

ด้วยผลการทดลองที่น่าพอใจ ทำให้ในปี 2562 ชุมชนเริ่มศึกษาต่อยอดอย่างจริงจัง โดยค้นคว้าข้อมูลและงานวิจัยทางการเกษตร เพื่อหาผลไม้แห่งอนาคตที่สอดรับกับเทรนด์สุขภาพของผู้บริโภคทั่วโลก ผลการศึกษาพบว่า อะโวคาโดสายพันธุ์แฮส (Hass) คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด เพราะไม่เพียงเป็นพืชที่สร้างรายได้สูง แต่ยังช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบด้านสุขภาพของคนในชุมชนจากการลดการใช้สารเคมี จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสวนเทพพนาสู่การปลูกอะโวคาโดแฮสอย่างจริงจัง
และผลลัพธ์ที่ได้มากกว่ารายได้ คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมในพื้นที่ลดลงจนแทบเป็นศูนย์ สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อสิ่งแวดล้อมดี มีป่า มีอาชีพที่มั่นคง ชุมชนก็เติบโตได้อย่างยั่งยืน
จากวันนั้นถึงวันนี้ ชุมชนบ้านเทพพนาและพื้นที่ใกล้เคียงพลิกโฉมจากแปลงพืชเชิงเดี่ยว สู่การเป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เต็มรูปแบบ มีการปลูกไม้ผลหลากหลาย ทั้งอะโวคาโด ทุเรียน เสาวรส แมคคาเดเมีย และสะตอ ช่วยสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง
‘สวนเทพพนา’ ต้นแบบเกษตรคาร์บอนต่ำ 1,200 ไร่
ยกระดับอะโวคาโดไทย สู่โมเดลยั่งยืน “ขายดิน ฟ้า อากาศ”
พี่วิเชียรเล่าว่า จากจุดเริ่มต้นเพียง 30 กว่าไร่ กับสมาชิกแรกเริ่ม 30 ครอบครัว ที่ร่วมกันลงแรงตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ วันนี้ ‘สวนเทพพนา’ ขยายผลสู่เครือข่ายแปลงใหญ่กว่า 1,200 ไร่ ครอบคลุมสมาชิกกว่า 500 ครัวเรือน บนพื้นที่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ
พี่วิเชียรเล่าต่อว่า อำเภอเทพสถิต ถือเป็นพื้นที่ลักษณะเฉพาะของผลผลิตทางการเกษตร ด้วยความเป็นพื้นที่ความสูงและมีค่ารังสียูวี สูงอันดับต้นๆ ของประเทศ ประกอบกับสภาพอากาศบริสุทธิ์ ที่มาของชื่อ “ทุเรียนโอโซน” ส่งผลให้ผลไม้ในโซนนี้มีรสชาติโดดเด่นไม่เหมือนใคร
ในส่วนของสวนเทพพนาเลือกปลูกอะโวคาโดสายพันธุ์แฮสเป็นหลัก แม้สายพันธุ์แฮสจะมีต้นกำเนิดจากประเทศเม็กซิโก และได้รับการพัฒนาพันธุ์ต่อกันมา จนกลายเป็นผลไม้ซูเปอร์ฟู้ดที่ทั่วโลกรู้จัก แต่สำหรับ ‘แฮสเทพพนา’ มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากแฮสทั่วไป เพราะสภาพพื้นที่และกระบวนการปลูกเฉพาะตัว ทำให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสนุ่มเนียนแบบ “ครีมมี่” พร้อมกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังอุดมด้วยไขมันดีและโอเมก้า 3, 6, 9 โดยปัจจุบันตลาดของแฮสเทพพนายังเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากผลผลิตที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยอมรับทั้งคุณภาพและคุณประโยชน์ของผลผลิต

เหตุผลที่เรียกว่า ‘แฮสเทพพนา’ ไม่ใช่เพราะเป็นสายพันธุ์ใหม่ แต่เป็นการสร้างอัตลักษณ์ให้กับอะโวคาโดแฮสที่ปลูกในพื้นที่แห่งนี้ แม้จะเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่ปลูกทั่วโลก แต่ด้วยพื้นที่ปลูกบนที่สูง การใช้น้ำน้อย การใช้ปุ๋ยหมัก และการผลิตไบโอชาร์จากเศษไม้ในสวน ผ่านกระบวนการเผาที่อุณหภูมิ 500 องศาเซลเซียส จนเกิดรูพรุนที่ทำหน้าที่เป็นบ้านของจุลินทรีย์ ก่อนนำไปฝังบริเวณโคนต้นอะโวคาโดทุกต้น เมื่อจุลินทรีย์เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ ก็จะสร้างสารที่เปรียบเสมือนทั้งปุ๋ยและยาป้องกันโรคให้กับต้นไม้ตามธรรมชาติ ส่งผลให้แฮสเทพพนามีคุณภาพและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“เรียกได้ว่า ‘แฮสเทพพนา’ ของเราไม่เหมือนใครในโลก เราทำแฮสในพื้นที่เพาะปลูกคาร์บอนต่ำ เราใส่ไบโอชาร์ เติมปุ๋ยหมักเติมอากาศ แฮสที่ปลูกด้วยไบโอชาร์ยังไม่มีในโลกนะ”
ปัจจุบันสวนเทพพนาแบ่งการสร้างรายได้ออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การจำหน่ายหน้าสวน ผ่านการนำอะโวคาโดแฮสมาแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต และ การจำหน่ายผลสด ส่งให้กับเซ็นทรัลเพียงแห่งเดียว เนื่องจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ เป็นพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนชุมชนมาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับซื้อผลผลิต แต่ยังเข้ามาช่วยพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ สนับสนุนนวัตกรรมไบโอชาร์ กระบวนการแปรรูป และการบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย
นอกจากนี้ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ยังนำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดโลกมาวิเคราะห์ร่วมกับชุมชน เพื่อวางแผนการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยให้คำแนะนำว่า หากผลผลิตได้รับมาตรฐาน Organic Thailand และดำเนินการในรูปแบบเกษตรคาร์บอนต่ำ ก็จะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอีกระดับหนึ่ง และจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น จึงร่วมวางแผนและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยว

ยกตัวอย่างในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ พื้นที่สวนจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมดาว โดย ‘เซ็นทรัล ทำ’ สนับสนุนทั้งกิจกรรมและอุปกรณ์ เช่น เครื่องดูดาว ขณะที่ในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวทุ่งดอกกระเจียว ทางสวนจะนำอะโวคาโดที่ฟรีซเก็บไว้จากฤดูกาลก่อน มาแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ เช่น อะโวคาโดแฮสปั่นน้ำมะพร้าว และอะโวคาโดแฮสปั่นนมสด จนกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อของสวน สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนใช้ประโยชน์จากผลผลิตและพื้นที่ตลอดทั้งปี
สำหรับเป้าหมายก้าวต่อไปของ ‘สวนเทพพนา’ คือมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ผ่านการสร้างมูลค่าจาก “ดิน ฟ้า อากาศ” อย่างเต็มรูปแบบ
มิติแรกคือ “การขายพื้นดิน” ผ่านการทำเกษตรออร์แกนิกเต็มขั้นเพื่อส่งมอบผลผลิตที่บริสุทธิ์จากดินอย่างแท้จริง
มิติที่สองคือ “การขายท้องฟ้า” ซึ่งพื้นที่ได้ผ่านการยกระดับจนได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองจาก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ให้เป็น เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด (Dark Sky Reserve) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวสายดูดาว

ส่วนมิติสุดท้ายคือ “การขายอากาศ” ซึ่งเป็นเป้าหมายในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อต้นอะโวคาโด ไม้ยืนต้นที่มีอายยืนยาวได้ถึง 80 ปี เจริญเติบโตเต็มที่ในระบบนิเวศไร้สารเคมี ไม้ผลเหล่านี้จะปลดปล่อยสารระเหยธรรมชาติที่เรียกว่า ไพทอนไซด์ (Phytoncide) ออกมาในบรรยากาศ กลายเป็นพื้นที่รองรับการท่องเที่ยวเชิงเยียวยาด้วยศาสตร์ “การอาบป่า” โดยทางสวนเตรียมติดตั้งเครื่องมือวัดระดับสารไพทอนไซด์ในอากาศ เพื่อยืนยันคุณภาพอากาศที่ช่วยบำบัด ฟื้นฟูสุขภาพของผู้มาเยือน ซึ่งจะทำให้ทั้ง “ดิน ฟ้า และอากาศ” ของสวนเทพพนา กลายเป็นทรัพยากรสร้างรายได้ที่ยั่งยืนตลอดไป
‘สวนเทพพนา’ ต้นแบบเกษตรคาร์บอนต่ำ
ใช้ไบโอชาร์ยกระดับอะโวคาโดสู่ตลาดโลก
พี่วิเชียรบอกว่า จากประสบการณ์ที่ทำเกษตรมานานหลายปี รวมถึงการได้รับข้อมูลจากเซ็นทรัล ทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือประเทศไหนๆ ต่างก็พูดถึงเรื่องความยั่งยืนและเกษตรคาร์บอนต่ำกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ในฐานะที่สวนเทพพนาเป็นหนึ่งในต้นน้ำของการผลิต ก็ต้องปรับตัวเพื่อไปสู่ปลายน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งกำลังมองหาสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“จริงๆ แล้วมีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ อย่างแรก มองว่าหากชุมชนทำเกษตรในรูปแบบนี้ สุขภาพของคนในชุมชนก็จะดีขึ้น ส่วนที่สอง คือเมื่อสินค้าของชุมชนไปถึงผู้บริโภค ก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่สินค้าเกษตรที่ปลอดภัยต่อร่างกาย แต่ยังต้องปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมด้วย หากกระบวนการผลิตยังสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยก็จะไม่เลือกซื้อ”
‘ไบโอชาร์’ หัวใจของเกษตรคาร์บอนต่ำ
แล้วไบโอชาร์เข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างไร พี่วิเชียรอธิบายว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดมาจากป่าอเมซอน ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมป่าแห่งนี้จึงอุดมสมบูรณ์มาอย่างยาวนาน ทั้งที่ไม่มีการใส่ปุ๋ยหรือรดน้ำ จากนั้นทีมนักวิจัยจากหลายประเทศ ได้ศึกษาดินบริเวณป่าอเมซอนในแถบประเทศบราซิล และพบว่าชั้นดินด้านล่างมี “ถ่านชีวภาพ” หรือไบโอชาร์สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก
เมื่อศึกษาลึกลงไปจึงพบว่า ถ่านที่ฝังอยู่เป็นเวลานานจะเกิดรูพรุนจำนวนมาก ทำหน้าที่เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ ซึ่งจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนและช่วยหล่อเลี้ยงระบบนิเวศของป่าทั้งผืน สวนเทพพนาจึงนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ โดยนำเศษไม้จากการตัดแต่งกิ่งในสวนเข้าสู่กระบวนการเผาที่อุณหภูมิประมาณ 300-500 องศาเซลเซียส จนเกิดเป็นไบโอชาร์ที่มีรูพรุน ก่อนนำไปใช้ในแปลงปลูก
พี่วิเชียรอธิบายเพิ่มเติมว่า ไบโอชาร์มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลดิน ทั้งด้านกรด-ด่าง อีกทั้งยังสามารถดูดซับก๊าซมีเทน คาร์บอน สารพิษ และโลหะหนักที่อยู่ในพื้นที่ได้ จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “เกษตรคาร์บอนต่ำ” ที่หมายถึงการลดการปล่อยคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ แม้แต่ในกระบวนการทำปุ๋ยหมักที่ปกติจะเกิดก๊าซมีเทน ทางสวนก็จะนำไบโอชาร์มาใส่เป็นชั้นๆ เพื่อช่วยดูดซับก๊าซเหล่านั้น ไม่ให้หลุดรอดออกสู่บรรยากาศ
หลังจากนั้น ไบโอชาร์จะถูกนำไปฝังบริเวณโคนต้นไม้ทุกต้น ทำให้พื้นที่เพาะปลูกสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ดีขึ้น ปัจจุบันสวนเทพพนาใช้ไบโอชาร์เฉลี่ยประมาณ 2 ตันต่อไร่ และดำเนินแนวทางเกษตรคาร์บอนต่ำมาแล้วกว่า 3 ปี

ซึ่งตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดมีอยู่หลายด้าน เริ่มจากสุขภาพของคนในสวนที่แข็งแรงขึ้น อากาศภายในพื้นที่ดีขึ้น ขณะที่ต้นไม้เจริญเติบโตดี ผลผลิตเพิ่มขึ้น ใช้น้ำน้อยลง และแทบไม่ต้องดูแลมากเหมือนเดิม เพียงตัดหญ้า และเติมปุ๋ยหมักเติมอากาศจากมูลสัตว์ในช่วงหน้าฝน โดยใส่รอบโคนต้นต้นละ 1 กระสอบ เพื่อเป็นอาหารของจุลินทรีย์
“กลายเป็นว่าสวนนี้เหมาะกับคนขี้เกียจเลย เพราะแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม แต่ผลผลิตมากขึ้น ต้นไม้งามขึ้น ต้านทานโรคได้ดีขึ้น”
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือเรื่องคุณภาพของผลผลิต โดยเฉพาะรสชาติของอะโวคาโดแฮส ซึ่งหลังจากใช้ไบโอชาร์ เนื้อผลจะละเอียดขึ้น มีกลิ่นหอมและความละมุนมากกว่าเดิม
นอกจากประโยชน์ด้านการผลิตแล้ว พี่วิเชียรมองว่าเกษตรคาร์บอนต่ำยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดโลก เพราะผลผลิตจากพื้นที่คาร์บอนต่ำกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและการมีอายุยืนยาว (Longevity)
“คนรวยเคยบอกผมว่า เขาซื้อได้ทุกอย่าง ยกเว้นจ้างคนมาป่วยแทนไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ เขายอมจ่ายเต็มที่”

ปัจจุบันอะโวคาโดของสวนเทพพนาจำหน่ายในราคาลูกละ 100-200 บาท ส่วนอะโวคาโดแปรรูปแบบแช่แข็งมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 4,000 บาท แม้จะมีราคาสูง แต่ลูกค้าก็ยังยอมรับ และผลผลิตก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
‘สวนเทพพนา’ เจาะตลาด Longevity
ปลูกอะโวคาโดแฮสออร์แกนิก รับเทรนด์สุขภาพโลก
ต้องบอกก่อนว่าที่สวนเทพพนาปลูกเฉพาะอะโวคาโดสายพันธุ์ แฮส เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ตลาดโลกต้องการมากที่สุด นอกจากจะเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพแล้ว ยังเป็นสายพันธุ์ที่สามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันอะโวคาโดได้ ปัจจุบันตลาดโลกยังมีความต้องการสูงจนผลผลิตไม่เพียงพอ หลายประเทศติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสิงคโปร์ที่ต้องการให้นำส่งผลผลิตแบบฟรีซ จีน รวมถึงกลุ่มจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่เดินทางมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พร้อมแสดงความต้องการอะโวคาโดแฮสออร์แกนิก เพื่อนำไปให้ประชาชนของเขาได้บริโภคอย่างปลอดภัยและใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ
พี่วิเชียรมองว่า ในอนาคตผลไม้ที่ผลิตด้วยระบบเคมีอาจแข่งขันได้ยากขึ้น แต่หากเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ ก็ต้องเป็นผลไม้ที่ปลูกแบบออร์แกนิกจริง ไม่มีสารตกค้างเมื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ และให้คุณค่าทางโภชนาการตามที่ผู้บริโภคคาดหวัง ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ตลาดโลกกำลังมองหา
“ตอนนี้มีกลุ่มลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่เข้ามาหาเราเยอะมาก เรียกว่า Longevity เป็นกลุ่มคนที่ต้องการมีอายุยืนอย่างแข็งแรง ถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ระดับโลก คนกลุ่มนี้เวลามาที่สวน สิ่งแรกที่สั่งคืออะโวคาโดปั่นน้ำมะพร้าว ไม่ใส่น้ำแข็ง ไม่ใส่น้ำตาล เพราะมองว่าน้ำตาลคือผู้ร้าย ก่อนรับประทานอาหารก็จะเปิดเพลงเต้นรำเพื่อออกกำลังกาย ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อ เวลาเขาซื้อน้ำอะโวคาโดปั่นแก้วละ 80 บาท เขาไม่ลังเลที่จะจ่ายเลย ทำให้เรารู้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตว่าเราทำแบบไหน”

เมื่อถามว่าทำไมสวนเทพพนาจึงกลายเป็นเป้าหมายของทั้งตลาดต่างประเทศและกลุ่ม Longevity พี่วิเชียรบอกว่า จุดแข็งสำคัญคือ “สิ่งแวดล้อม”
“หลายคนที่มาเที่ยวสวน นั่งอยู่แค่ประมาณ 10 นาที ก็จะบอกว่ารู้สึกหายใจสะดวกขึ้น ความดันเหมือนจะดีขึ้น แล้วก็ถามว่าพื้นที่ทั้งหมดเราจัดการยังไง ผมก็ตอบว่า เรานำไบโอชาร์ไปฝังในพื้นที่กว่า 100 ตัน เวลาก๊าซมีเทนผ่านมาก็จะถูกดูดลงดิน มีผู้ป่วยโรคมะเร็งบางคนมานั่งอยู่ที่สวนประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วกลับไปวัดค่าออกซิเจนในเลือด เขาก็บอกว่ารู้สึกดีขึ้น”
พี่วิเชียรย้ำว่า จุดเด่นของสวนเทพพนามีอยู่เพียงเรื่องเดียว คือ สิ่งแวดล้อมที่สะอาดจริง ขณะเดียวกัน รายได้ที่เกิดขึ้นก็หมุนเวียนกลับสู่คนในชุมชนทั้งหมด ทำให้ทั้งชุมชนและสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกัน นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงเลือกเดินทางมาที่นี่ ไม่ใช่แค่เพื่อท่องเที่ยว แต่เพื่อพักผ่อน ฟื้นฟูร่างกาย และสัมผัสธรรมชาติที่แตกต่าง
ส่วนเบื้องหลังที่ทำให้คนรู้จักสวนเทพพนาจำนวนมากเช่นทุกวันนี้ ทำอย่างไรให้คนเดินทางมาถึงที่นี่ พี่วิเชียรตอบว่า จุดเริ่มต้นคือการเล่าเรื่องผ่านโซเชียลมีเดีย
“ผมเล่าเรื่องราวของผมผ่านโซเชียล ทุกวันนี้คนทำสวนมีมือถือ มีโซเชียลเหมือนกันหมด ผมมีเพจชื่อ อะโวคาโดเพื่อการเรียนรู้ มีสมาชิกกว่า 60,000 คน ผมสอนผ่านแพลตฟอร์มนี้ เล่าตั้งแต่วันแรกที่เริ่มปลูก จนถึงวันเก็บเกี่ยวว่าทำยังไง ได้ผลอย่างไร มีใครมาเยี่ยมชมสวนบ้าง สุดท้ายก็กลายเป็นการบอกต่อ”
ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนสวนเทพพนาปีละประมาณ 30,000 คน ซึ่งหมายถึงโทรศัพท์มือถือกว่า 30,000 เครื่องที่ช่วยบันทึกภาพและแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย จนทำให้เรื่องราวของสวนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ
“แต่เราต้องเป็นคนเริ่มต้นก่อน ต้องเล่าเรื่องในแบบของเราเอง ทำสวนในแบบที่ไม่เหมือนคนอื่น ถ้าเล่าเหมือนคนอื่น คนก็ไม่สนใจหรอกครับ” พี่วิเชียรกล่าวทิ้งท้าย
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก วิเชียร สวนเทพพนา
