เห็ดป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น เห็ดระโงก เห็ดเผาะ เห็ดแดง เห็ดตะไคล เห็ดถ่าน ฯลฯ ล้วนเป็นแหล่งอาหารโปรตีนทางเลือก ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แถมขายได้ราคาดีอีกต่างหาก แต่ทุกวันนี้ เห็ดป่าตามธรรมชาติมีจำนวนลดลงอย่างน่าใจหาย เพราะผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แม้หลายภาคส่วนจะพยายามรณรงค์ให้มีการปลูกป่าทดแทน แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องใช้ระยะเวลานาน
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงร่วมกับ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ (กรมป่าไม้) ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจและเห็ดป่ากินได้ร่วมกับกล้าไม้แก่เกษตรกร เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตเห็ดสำหรับบริโภคและจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งเพิ่มผลผลิตเห็ดในระบบป่าชุมชน เพื่อสร้างรายได้และลดค่าครองชีพของประชาชน ระหว่างวันที่ 1 – 2 กรกฎาคม 2569 ณ สวนเห็ดตระการ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี

รู้จัก “ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ ”
ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ ฯ ถูกจัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้นเสด็จ ณ บ้านพนมชัย ตำบลห้วยตามอญ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2548 โดยมีพระราชดำริให้กรมป่าไม้พิจารณา จัดหาพื้นที่ดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าโดยไม่ทำลายป่าสู่ความมั่นคงทางอาหารตามแนวชายแดน
ปัจจุบัน โครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดส่วนโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 สาขาอุบลราชธานี กรมป่าไม้ ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ สาธิตและทดสอบระบบวนเกษตร การเพาะชำกล้าไม้ งานธนาคารอาหารชุมชนและพืชสมุนไพร การปลูกไม้วงศ์ยางที่มีเชื้อเห็ดระโงก เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างความมั่นคงทางอาหาร แจกจ่ายกล้าไม้ให้เกษตรกรและหน่วยงานต่าง ๆ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การจัดทำแปลงเรียนรู้และศึกษาดูงานของเกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ ทั้งส่งเสริมให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างจิตสำนึกด้านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต


เพาะเห็ดป่าร่วมไม้วงศ์ยาง… มีแต่ได้กับได้
เห็ดป่าเช่น เห็ดระโงก และเห็ดเผาะ จัดเป็นเห็ดไมเคอร์ไรซา ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกับไม้วงศ์ยาง โดยเส้นใยเห็ดจะเจริญเติบโตพันรอบรากฝอย ต้นไม้สังเคราะห์แสง ส่งน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตให้เห็ด เห็ดขยายข่ายใยหาอาหาร ส่งน้ำ ฟอสฟอรัส และไนโตรเจนให้ต้นไม้ เห็ดอยู่รอดเพราะได้น้ำตาล ส่วนต้นไม้โตไวเพราะได้ปุ๋ยและน้ำ หากไม่มีต้นไม้ เห็ดก็ไม่สามารถเปิดดอกได้
นายไสว คณาแสน นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าโครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ (กรมป่าไม้) กล่าวว่า ทางโครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ส่งเสริมปลูกป่า ได้เห็ด สร้างรายได้ เสริมอาชีพ โดยแนะนำให้เกษตรกรเพาะเห็ดป่ากินได้กับไม้วงศ์ยางได้แก่ เต็ง รัง พะยอม ยางนา ตะเคียนทอง กระบาก พลวง เหียง กราด ฯลฯเพื่อสร้างรายได้แล้ว ยังช่วยอนุรักษ์เห็ดป่า ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดก๊าซเรือนกระจกไปๆ พร้อมกันเมื่อไม้วงศ์ยางเติบใหญ่ในระยะเวลา 5- 30 ปีก็สามารถนำเนื้อไม้ไปใช้ก่อสร้างที่พักอาศัยได้

“ การปลูกป่าไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่คือการลงทุนที่ยั่งยืน ชาวบ้านจะมีรายได้เสริมที่มั่นคง จากการเก็บเห็ดระโงกได้เฉลี่ย 200-400 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนเกือบเป็นศูนย์เพราะ หลังจากลงเชื้อเห็ดป่าครั้งแรก ก็ไม่ต้องเสียค่าปุ๋ยหรือยา สามารถเก็บเห็ดป่าได้ทุกต้นฤดูฝน ”
วิธีการเพาะเห็ดระโงก
เห็ดระโงก หรือ “เห็ดไข่ห่าน”อยู่ในสกุล Amanita มีชื่อวิทยาศาสตร์ Amanita vaginata ดอกตูมกลีบรี คล้ายไข่ห่าน เมื่อโตขึ้นหมวกและก้านดอกจะดันปลอกหุ้มแตกออกมา ดอกเห็ดมีลักษณะเป็นเมือก ก้านดอกยาวรูปทรงกระบอก ผิวเรียบสีขาวหรือเหลืองนวล เนื้อเยื่อภายในก้านดอกสีขาว สานต่อกันอย่างหลวมๆ ตรงกลางก้านดอกมีรูกลวงเล็กน้อย เห็ดระโงก มีทั้งดอกสีขาว สีแดงและสีเหลือง มักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ในป่าโปร่งหรือป่าละเมาะทั่วไปในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน
เห็ดระโงกเป็นเห็ดป่าที่มีราคาแพง ในช่วงฤดู (พฤษภาคม-พฤศจิกายน) ราคาซื้อขายอยู่ที่ กิโลกรัม ละ 250-300 บาท ส่วนช่วงนอกฤดูกาล (มกราคม- เมษายน) ราคาซื้อขายสูงถึงกิโลกรัมละ 400-450 บาท เห็ดระโงกเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในภาคเหนือและภาคอีสาน สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ผัดเห็ดน้ำมันหอย เห็ดระโงกนึ่งจิ้มแจ่ว แกงเห็ดระโงกใส่ใบมะขามอ่อน

ช่วงฤดูฝน หลังฝนตก 2-3 วัน เกิดภาวะอากาศร้อนชื้น สภาพอากาศร้อนอบอ้าว และมีแสงแดด ชาวบ้านจะออกไปเก็บเห็ดระโงกในป่าธรรมชาติ เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง เห็ดระโงกมักขึ้นเป็นเห็ดดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม 4-5 ดอก กระจายอยู่ทั่วไป เดิมที เห็ดระโงกหากินได้เฉพาะหน้าฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน -กรกฎาคมไปจนสิ้นฤดูฝน
โครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ประสบความสำเร็จในการผลิตเห็ดระโงกนอกฤดู โดยนำเมล็ดยางนามาเพาะให้เป็นต้นกล้า แล้วนำดินใต้ต้นเห็ดแก่ที่ทิ้งสปอร์ลงดิน ไปใส่โคนต้นยางนาเพื่อให้รากเห็ดสร้างความสัมพันธ์แบบไมคอร์ไรซากับต้นไม้ นอกจากนี้ยังทดลองนำเห็ดระโงกต้นแก่ที่ดอกบานเต็มที่จนสร้างสปอร์แล้ว มาล้างน้ำ หรือดอกแก่จัดมาขยี้ในน้ำ แล้วนำน้ำที่มีสปอร์ของเห็ดปนอยู่ไปหยอดในกล้าไม้ขนาดเล็กหรือไม้วงศ์ยางที่มีอยู่ในแปลง เมื่อฝนตกลงมา เห็ดระโงกก็จะงอกขึ้นในพื้นที่ระหว่างแปลงของต้นยางนา ทุกวันนี้ ทางโครงการฯ จึงใส่หัวเชื้อราเห็ดระโงก ให้กับกล้าไม้ตั้งแต่กล้าอยู่ในถุงเพาะชำโดยรดบริเวณโคนต้น

เมื่อนำรากของต้นยางนา มาตรวจสอบ พบว่า ลักษณะปลายรากหาอาหารของต้นไม้วงศ์ยางมีลักษณะบวมพอง แตกกิ่งก้านมากมาย และพบเส้นใยราปกคลุมอยู่ชัดเจน แสดงว่า เห็ดระโงกมีความสัมพันธ์กับไม้วงศ์ยางแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งแตกต่างจากเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม ที่เป็นราย่อยสลาย เซลลูโลสเพื่อใช้เป็นแหล่งอาหาร
ขณะเดียวกัน ทางโครงการฯ ยังได้ทดลองชักนำให้เห็ดระโงกออกดอกนอกฤดูกาล โดยการให้น้ำในแปลง ย่อยที่เคยมีดอกเห็ดเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ พบว่าสามารถทำให้เห็ดระโงกออกดอกก่อนฤดูกาลได้ 1-2 เดือน ผลการทดลองสรุปได้ว่า ปริมาณแสง ความชื้นบริเวณผิวดิน อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ รวมถึงความหนาแน่นของอินทรียวัตถุเหนือพื้นดิน เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของเห็ดชนิดนี้ พร้อมกันนี้ เห็ดระโงกให้ผลผลิตสูงสุดในแปลง โดยพบเห็ดระโงกถึง 3 ชนิด คือ ระโงกแดง ระโงกเหลือง และระโงกขาว ขณะเดียวกันยังพบเห็ดกินได้ชนิดอื่นๆ เช่น เห็ดถ่าน เห็ดหาด เห็ดครก เห็ดโคน และ เห็ดตะไคล อีกด้วย

กล่าวโดยสรุป การออกดอกของเห็ดระโงกนั้นมีความสอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนในช่วงต้นฤดูฝนอย่างชัดเจน สังเกตได้จากพบปริมาณเห็ดระโงกเป็นจำนวนมากในช่วงเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม นอกจากนี้ การให้น้ำนอกฤดู ก็ทำให้เกิดเห็ดระโงกได้เช่นกัน หากใครสนใจนำวิธีดังกล่าวไปใช้งานควรหลีกเลี่ยงการปลูกไม้วงศ์ขิงข่าเพราะทำให้เห็ดระโงกไม่ออกดอก
แนะวิธีสังเกต “ระโงกพิษ”
เห็ดระโงกที่บริโภคได้กับเห็ดระโงกที่เป็นพิษ คือ “ เห็ดระงาก” หรือ “ เห็ดระโงกหิน” จัดอยู่ในสกุลเดียวกันคือสกุล Amanita จึงมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก และมักสับสนในการจำแนก เนื่องจากเห็ดสกุลนี้ขณะที่ยังเป็นดอกอ่อน(ดอกเห็ดตูม)จะมีลักษณะเหมือนกันหมด หลายคนจึงเผลอเก็บเห็ดระงากไปทำอาหาร (เห็ดพิษมีสารที่ทนต่อความร้อน ) ทำให้ผู้บริโภคเห็ดพิษมีโอกาสเสียชีวิตได้ โครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์แนะนำให้เกษตรแยก “ระโงกพิษ” ออกจากเห็ดระโงกขาว โดยสังเกตจุดที่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นเอียนและกลิ่นค่อนข้างแรง

ปัจจุบันทางโครงการฯ จัดกิจกรรมอบรมความรู้ในหลักสูตรการเพาะชำกล้าไม้ อบรมหลักสูตรสร้างป่า สร้างรายได้ พร้อมแจกกล้าไม้วงศ์ยาง ให้กับประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง หากใครสนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของทางศูนย์ฯ ได้ทาง facebook : สถานีเห็ดระโงกภูสิงห์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ประจำ “สถานีเห็ดระโงกภูสิงห์” ได้ที่เบอร์โทร 065 – 1200647 คุณประกาย 082 – 1532236 คุณสุภาพร 061 – 2760072 คุณประภัสสรณ์ ในวันและเวลาราชการ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.30 น. เว้นวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์
