ประมง
กุ้งขาวแวนนาไม เป็นอีกหนึ่งสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ ปัจจุบันประเทศไทยมีเกษตรกรเลี้ยงกุ้งชนิดนี้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเจริญเติบโตได้เร็วใช้ระยะเวลาการเลี้ยงไม่นาน เป็นกุ้งที่สามารถเลี้ยงได้ทั้งในระบบธรรมชาติและระบบกึ่งหนาแน่น ซึ่งกุ้งขาวแวนนาไมสามารถกินอาหารได้หลากหลายทั้งพืชและสัตว์ ซากแพลงก์ตอน สัตว์หน้าดิน ตลอดไปจนถึงการเลี้ยงด้วยอาหารสดและอาหารสำเร็จรูป การจะเลี้ยงให้ได้คุณภาพการผลิตลูกพันธุ์ เป็นต้นทางที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากแหล่งผลิตลูกพันธุ์ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ช่วยให้สายพันธุ์ลูกกุ้งขาวที่เกษตรกรนำไปเลี้ยงเป็นกุ้งที่สมบูรณ์เป็นที่ต้องการของตลาด คุณสุชาติ ศรีประสม เกษตรกรดีเด่นด้านประมง ระดับชาติ ประจำปี 2566 สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย เป็นอีกหนึ่งแหล่งเพาะพันธุ์กุ้งขาวที่มีคุณภาพ โดยมีการจัดการฟาร์มอย่างมีระบบ พร้อมทั้งประหยัดต้นทุนการผลิตด้วยการบำบัดน้ำภายในฟาร์มใช้เอง ทำให้ฟาร์มแห่งนี้มีการใช้น้ำหมุนเวียน ช่วยให้ไม่ต้องซื้อน้ำเค็มเข้ามาเลี้ยงกุ้งขาวภายในฟาร์ม สามารถประหยัดเงินจากการซื้อน้ำเค็มต่อปีได้เป็นหลักล้านบาท มีความมุ่งมั่น ขยันทำงาน พร้อมพัฒน
“หอยเชอรี่สีทอง” เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าจับตามองเพราะมีการเลี้ยงเชิงธุรกิจกันมากขึ้นในทุกภาคของประเทศ แนวโน้มความนิยมบริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะหอยเชอรี่สีทองมีโปรตีนสูงถึง 34-53 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 1.66 เปอร์เซ็นต์ และต้นทุนการเลี้ยงต่ำ จุดเด่นของหอยเชอรี่สีทอง เนื้อจะนุ่ม กรอบ คล้ายๆ เนื้อหมึก ไม่เหนียวเหมือนหอยเชอรี่ทั่วไป เนื้อเป็นสีเหลืองทอง เปลือกเป็นสีน้ำตาลปนเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เป๋าฮื้อน้ำจืด” สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้ง ลวกจิ้ม ผัด ทอด ลาบ ก้อย ยำ แกงคั่ว ที่อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง มีฟาร์มเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองเช่นกัน ชื่อว่า “สุวิมลฟาร์ม” ตั้งอยู่เลขที่ 92/3 หมู่ที่ 3 ตำบลแหลมสอม อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ฟาร์มหอยเชอรี่แห่งนี้เพาะเลี้ยงเพื่อขายให้ลูกค้าที่สนใจซื้อไปกิน หรือจะซื้อไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ต่อก็ได้ โดยใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 2 เดือนครึ่ง เริ่มจำหน่ายได้ เน้นจำหน่ายเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ราคาคู่ละ 20-300 บาท จับขายเป็นตัวเพื่อนำไปประกอบอาหารในราคากิโลกรัมละ 150-180 บาท ทุกวันนี้มีลูกค้าสนใจสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น คุณภักดี คงวัน และ คุณสุวิมล ค
อุตสาหกรรมกุ้งไทย คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะเป็นปีพลิกฟื้นการส่งออกกุ้งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จากการที่สหรัฐประกาศอัตราภาษีนำเข้ากุ้งจากประเทศคู่แข่งอินเดีย ในอัตรา 60% เทียบกับไทยที่เสียภาษีนำเข้า 19% ไทยจึงมีโอกาสจะคว้าตลาดสหรัฐ ที่เคยเป็นของอินเดียถึง 3 แสนตันได้ นอกจากนี้ยังมีตลาดสหภาพยุโรปที่ใกล้เจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีกับไทยได้สำเร็จอีก 30,000 ตัน อย่างไรก็ตาม โอกาสในการไขว่คว้าตลาดส่งออกจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อไทยต้อง “ผลิตกุ้ง” เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 270,000 ตัน ให้ได้ตามเป้าหมายของสมาคมกุ้งไทยคาดไว้ 400,000 แสนตันเสียก่อน ไม่เช่นนั้น ตลาดดี ไม่มีสินค้า ก็เท่ากับเสียโอกาส การเพิ่มผลผลิตกุ้งนั้นเป็นประเด็นหนึ่งที่ได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองกันในงาน Thai Aqua Expo 2025 จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสัตว์น้ำครบวงจรเขตประเทศไทย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ปัญหาหลักของเกษตรกรไทยผู้เลี้ยงกุ้งไทยวันนี้มี 2 เรื่อง 1. ความเสียหายประกอบด้วย 1.1 ความเสียหายที่ไม่สามารถสร้างผลผลิตได้ 1.2 ความเสีย
“หอยแครง” เป็นหอยสองฝาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ขายได้ราคาสูงถึง 120-150 บาทต่อกิโลกรัม พื้นที่การเลี้ยงอยู่แถบชายฝั่งทะเล เกษตรกรนิยมเก็บลูกพันธุ์จากธรรมชาติมาหว่านเลี้ยงประมาณ 1–2 ปี ก่อนจับผลผลิตออกขาย หลายปีที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลที่เสื่อมโทรมลงและเกษตรกรจับลูกพันธุ์หอยแครงจากธรรมชาติจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณลูกพันธุ์หอยแครงในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ 2530 กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้ทำหน้าที่บุกเบิกวิจัยการเพาะพันธุ์และอนุบาลหอยแครงสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย แต่ขณะนั้นกำลังการผลิตลูกพันธุ์จากโรงเพาะฟักยังไม่เพียงพอและมีต้นทุนสูง จึงเน้นการปล่อยเสริมในธรรมชาติเป็นสำคัญ ในปี 2567 ประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงหอยแครงจำนวนทั้งสิ้น 1,892 ฟาร์ม มีผลผลิตรวมเพียง 27,231.05 ตัน ซึ่งลดลงกว่าร้อยละ 28.63 เมื่อเปรียบเทียบกับ 10 ปีก่อน ทุกวันนี้ ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าลูกพันธุ์หอยแครงจากต่างประเทศมากถึง 140.4 ตันต่อปี (ข้อมูลปี 2567) แต่ยังไม่เพีย
กุ้งฝอย เป็นกุ้งที่มีขนาดเล็ก สามารถพบได้ทั่วไปในหลายภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งสัตว์น้ำชนิดนี้นิยมบริโภคเพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู โดยกุ้งฝอยนั้นถือว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อันประกอบไปด้วยโปรตีนและแคลเซียม นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศใช้เป็นอาหารให้กับสัตว์น้ำชนิดอื่นได้อีกด้วย คือใช้เป็นอาหารให้กับปลาเศรษฐกิจในช่วงเลี้ยงอนุบาล อย่างเช่น ปลาช่อน ปลากราย และปลาสวยงาม ต่อมาด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจึงทำให้กุ้งฝอยในแหล่งน้ำธรรมชาติลดน้อยลง ส่งผลให้ปัจจุบันมีการเลี้ยงกุ้งฝอยกันมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด คุณจรินทร์ ขำการะเกตุ หรือ คุณเอ้ ได้เล็งเห็นถึงช่องทางการทำตลาดว่ามีความต้องการกุ้งฝอย เธอจึงได้ทำการเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ โดยกว่าจะประสบผลสำเร็จมาได้จนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเลี้ยงต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาพอสมควร แต่ด้วยความที่ไม่ย่อมแพ้และมีใจแน่วแน่ที่จะลงมือทำ กุ้งฝอยในฟาร์มของเธอจึงเป็นที่รู้จักของลูกค้าและสามารถทำการตลาดไปทั่วประเทศ สานต่ออาชีพประมงจากครอบครัว คุณเอ้ เล่าให้ฟังว่า ในช่วงแรกยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อ
การขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ทำนายังคงสร้างปัญหาให้แก่พี่น้องเกษตรกรทางภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนาผืนนั้นอยู่ห่างไกลแหล่งน้ำทางธรรมชาติ หรือไม่ได้อยู่ในเขตชลประทาน ฉะนั้น ทางออกของชาวบ้านที่ดีที่สุดคือ การเปลี่ยนไปทำเกษตรกรรมแบบใช้น้ำน้อย อย่าง คุณวีระชัย ศรีสด อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 8 บ้านโนนแดง ตำบลยาว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จากเดิมที่เคยมีพื้นที่ทำนาเป็น 100 ไร่ แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เนื่องจากขาดแคลนน้ำ แถมยิ่งทำ ยิ่งมีหนี้สิน จึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพการเกษตรหลายชนิดที่ใช้น้ำน้อย แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนมาจบที่การเพาะพันธุ์ปลาขาย พ่วงด้วยการเพาะพันธุ์กบและเลี้ยงกบเนื้อ สร้างรายได้รวมแล้วปีละเป็นแสนบาท น้ำน้อย ทำนาไม่ได้ เปลี่ยนมาเพาะปลา-เลี้ยงกบ คุณวีระชัย เจ้าของ “วีระฟาร์ม” เล่าว่า เดิมมีอาชีพทำนาบนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ หาเลี้ยงครอบครัว ไม่นานพบว่ามีปัญหาอุปสรรคนานัปการที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ ต้นทุนค่าปุ๋ย ยา ค่าแรง รวมถึงราคาข้าวที่ตกต่ำ เพราะยิ่งทำนากลับเพิ่มหนี้สินมากมาย จึงตัดสินใจหยุดชั่วคราวแล้วลองหันมาทดลองเพาะพันธุ์ปลาและเลี้ยงกบ ดังนั้น จึงเริ่
ปลาทับทิม เป็นปลาน้ำจืดที่ได้รับความนิยมในการนำมาประกอบอาหาร เพราะด้วยรสชาติและเนื้อสัมผัสที่อร่อย จึงทำให้สามารถรังสรรค์เป็นอาหารได้หลายเมนู จนเรียกได้ว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็นปลาเนื้อขาย และเกษตรกรผู้เพาะพันธุ์ อย่างเช่น คุณณัฐพงศ์ ต้นสกุลประเสริฐ หรือ คุณกอร์ฟ เจ้าของไซเฟรสฟาร์ม ที่มีรายได้จากการเพาะพันธุ์ปลาทับทิมแปลงเพศมากประสบการณ์มามากว่า 20 ปี จากพ่อค้าแผงปลา สู่ฟาร์มเพาะพันธุ์ คุณกอร์ฟ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีแผงปลาเนื้อขายในตลาด พร้อมทั้งเปิดร้านส่งอาหารปลาให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ส่วนลูกพันธุ์ปลาทับทิมมีซื้อจากฟาร์มอื่นเพื่อนำมาขายต่อ แต่เมื่อทำมาได้สักระยะการควบคุมในเรื่องของคุณภาพลูกปลาไม่สามารถทำได้ดีเท่าที่ควร ลูกปลาทับทิมมีการตายเกิดขึ้นให้เห็นอยู่เป็นระยะ จึงนำปัญหานี้มาทบทวนและเกิดความคิดที่อยากจะเพาะพันธุ์ปลาเอง เพื่อที่จะสามารถควบคุมมาตรฐานการผลิตได้ด้วยตัวเอง “ประมาณปี 2554 พอคิดว่าจะต้องมาทำเอง ช่วงนั้นผมได้ไปศึกษาในเรื่องของการเลี้ยง การเพาะพันธุปลาทับทิมมาจากที่ต่างๆ แล้วมาทดลองทำเล็กๆ ก่อน เพื่อหาประสบกา
ปลาสลิดดอนกำยานเป็นสินค้าอร่อยที่มีชื่อเสียงมานานกว่า 80 ปี มีบันทึกของกรมประมงว่า อธิบดีประมงท่านหนึ่งติดใจรสชาติความอร่อยของปลาสลิดดอนกำยานจึงได้นำพันธุ์ปลาชนิดนี้ไปเผยแพร่ในพื้นที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ทำให้เกิดการเลี้ยงปลาสลิดเชิงพาณิชย์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ที่มาของ “ ปลาสลิดดอนกำยาน ” ที่มาของชื่อปลาสลิดดอนกำยาน มาจากชื่อคลองดอนกำยาน ที่ไหลผ่าน 8 อำเภอในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ อำเภอเมือง ศรีประจันต์ สามชุก เดิมบางนางบวช ดอนเจดีย์ บางปลาม้า สองพี่น้อง และอู่ทอง โซนนี้ปลาสลิดชุกชุมมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มักประสบปัญหาน้ำท่วมขังนาน ทำให้ต้นกำยานหรืออบเชยเถาที่ขึ้นอยู่ทั่วไป เกิดการเน่าเปื่อย เมื่อปลาสลิดมากินรากกำยาน ซึ่งเป็นส่วนที่หอม ทำให้ปลาสลิดดอนกำยาน มีรสชาติหอมอร่อย ถือเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร จึงได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ลำดับที่ 2 ของจังหวัดสุพรรณบุรี ต่อจากแห้วสุพรรณ “ ปลาสลิดดอนกำยาน เป็นสายพันธุ์โบราณมีลักษณะรูปร่างคล้ายใบไม้ ลำตัวแบนยาว มีลายริ้วสีดำ เนื้อปลาสีขาวอมชมพู ช่องท้องมีไขมันน้อย จุดก
ในยุคที่การทำเกษตรไม่จำกัดแค่บนบก การเลี้ยง สาหร่ายผักกาดทะเล กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้ ด้วยระยะเวลาการเลี้ยงที่สั้นเพียง 3 สัปดาห์ ก็สามารถเก็บเกี่ยวและขายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท จากปลานวลจันทร์สู่สาหร่ายผักกาดทะเล ต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่นด้วย Zero Waste Model คุณตุ๋ม-สุภิดา ลิ้นทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จันทราบุรี@ปากน้ำแหลมสิงห์ เล่าว่า ก่อนที่ชุมชนจะหันมาศึกษาและพัฒนา การเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล พื้นที่ของเราติดทะเล อาชีพหลักจึงเกี่ยวข้องกับสัตว์ทะเล หนึ่งในนั้นคือ ปลานวลจันทร์ทะเล ปลาพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและมีราคาสูง อย่างไรก็ตาม ยังมีสัตว์ทะเลอีกหลายชนิดที่มีมูลค่าต่ำ ทางกลุ่มของเราจึงนำทรัพยากรเหล่านั้นมาพัฒนาต่อยอด ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ภายใต้แนวคิด Zero Waste Model หรือ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเหลือทิ้งให้เป็นศูนย์ การเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล เป็นการต่อยอดจากแนวคิด Zero Waste Model ที่ใช้กับ ปลานวลจันทร์ทะเล โดยเรายึดหลัก “ปลาหนึ่งตัว ตั้งแต่เกล็ดยันขี้ปลา เราไม่ทิ้งอะไ
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลายี่สก” (Probarbus jullieni) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่พบในแม่น้ำสายสำคัญของประเทศไทย อาทิ แม่น้ำโขง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และน่าน ถือเป็นปลาที่มีรสชาติดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 200–250 บาท นอกจากนี้ ยังเป็นที่ต้องการของตลาดปลาสวยงามทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยปลาขนาด 30 เซนติเมตร สามารถจำหน่ายเป็นปลาสวยงาม ที่มีมูลค่าตัวละหลายร้อยบาท ด้วยความต้องการของตลาดรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในแหล่งน้ำ จึงส่งผลให้ประชากรปลายี่สกในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES) อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อสั่งการของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้กรมประมงเร่งปล่อยปลายี่สกลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดราชบุรี หลังได้รับรายงานว่า ปลายี่สกเป็นปลาประจำถิ่นที่มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ และยังเป็นสัตว์น้ำประจำจังหวัดราชบุรีด้วย จึงทำให้มีความห่วง
