Exclusive Featured

ค่ารถไฟฟ้า 20 บาท สร้าง 5 โอกาสชีวิต “มนุษย์เงินเดือน” ลดภาระรายปีนับหมื่น

ค่ารถไฟฟ้า 20 บาท สร้าง 5 โอกาสชีวิต “มนุษย์เงินเดือน”

นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่เริ่มประเดิมแล้ว น่าจะเป็นโครงการที่ส่งผลต่อ “โอกาสชีวิต” มนุษย์เงินเดือน” ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อย่างสูง ในระดับที่เทียบเคียงได้กับบัตรทอง 30 บาท ที่มองได้ 5 โอกาส

โอกาสที่ 1 ลดค่าใช้จ่าย-เพิ่มกำลังซื้อ 

ข้อมูลการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในเดือนกันยายน 2566 จำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (สีน้ำเงิน) และจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สีม่วง) เฉลี่ยวันละ 423,406 คน และ 61,912 คน ตามลำดับ คือ เฉียดๆ 5 แสนรายต่อวัน

แน่นอนว่าผู้โดยสารกลุ่มหลักคือ “มนุษย์เงินเดือน” ที่ทำงานประจำ ซึ่งถ้าคิดเฉพาะภาระค่าเดินทางในวันทำงาน (หักวันหยุดประจำสัปดาห์+วันหยุดราชการ) ค่าโดยสารระหว่าง 16-42 บาทต่อเที่ยว ภาระค่าใช้จ่ายตลอด 1 ปี จะอยู่ที่ 7,712-20,244 บาท

เมื่อลดเหลือ 20 บาท/เที่ยว ภาระรายปีสูงสุดจะลดลงจาก 20,244 บาท เหลือ 9,640 บาท ลดลง 10,604 บาท มากกว่าการแจกเงินจากดิจิทัลวอลเล็ตเสียอีก

การคำนวณนี้คิดเฉพาะการเดินทางทอดเดียว สายเดียวเท่านั้น แต่ถ้ารัฐบาลสามารถทำให้ การเดินทางหลายทอด (เช่น สายสีน้ำเงิน ต่อ สายสีเขียว) รวบเป็น 20 บาท เบ็ดเสร็จ การประหยัดจะเกิดขึ้นมากกว่านี้

โอกาสที่ 2 การขยายตัวของชุมชน-ย่านธุรกิจใหม่

เมื่ออัตราค่าโดยสารระยะทางไกล “ไม่แพง” ย่อมหมายความว่า คนที่ซื้อที่พักอาศัย จะไม่ถูกจำกัดทางเลือกให้ต้องซื้อหรือเช่า ที่อยู่อาศัยที่อยู่ระยะที่ใกล้ที่สุด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเดินทาง อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คือ ต้องยอมจ่ายค่าที่อยู่อาศัยที่แพงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ หรือการเช่า

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคือ การสร้างคอนโดมิเนียมแออัดในทำเลทอง ซึ่งเป็นทำเลเดียวกับ อาคารสำนักงาน เช่น ย่านอโศกมนตรี

โฉมหน้าใหม่ที่จะเกิดขึ้นคือ โครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ จะขยายตัวออกไปได้ไกลขึ้น จากการประหยัดค่าเดินทาง และยังลดภาระค่าที่อยู่อาศัย เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ราคาไม่สูงทั้งซื้อและทั้งเช่า

ไม่เพียงแต่ อาคารพักอาศัย จะสามารถขยายตัวออกไปนอกใจกลางกรุงเทพฯ เท่านั้น ยังรวมถึง อาคารสำนักงานไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก ก็มีทางเลือกขยายตัวออกไปในพื้นที่ชานเมือง เพราะไม่ต้องพะวงภาระค่าใช้จ่าย การเดินทางของพนักงาน ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดขึ้นของย่านธุรกิจ-ที่อยู่อาศัย ชานเมืองในระดับคุณภาพ

โอกาสที่ 3 เกิดทำเลการค้าขายใหม่

โอกาสทางการตลาดสามารถเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ

หนึ่ง การเกิดขึ้นของกำลังซื้อใหม่ในพื้นที่ อันเป็นผลจากการเกิดขึ้นของย่านธุรกิจ-ที่อยู่อาศัย ชานเมืองในระดับคุณภาพ ที่ภาระต้นทุน ค่าใช้จ่ายที่ลดลง เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนภายในชุมชน เป็นการสร้างทำเลการค้าใหม่ขึ้นมา ไม่ต้องกระเสือกกระสนเข้ามาเช่าแผงขายราคาแพงๆ หรือริมฟุตปาธ ในใจกลางเมือง

สอง การจัดงานกิจกรรมอีเวนต์ ในพื้นที่ต่างๆ สามารถเข้าถึงได้สะดวก ภายใต้ต้นทุนการเดินทางที่ไม่เป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเดินทางมาจากจุดใดที่อยู่ห่างไกล ทางเลือกในการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงเพิ่มมากขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง ทั้งผู้จัดงาน ผู้มาออกงาน และผู้มาร่วมชมงาน

โอกาสที่ 4 คุณภาพชีวิต และสุขภาวะที่ดีขึ้น

ใจกลางเมือง ลดความแออัด เพราะไม่ต้องแย่งกันเข้ามาอยู่อาศัย หรือมาทำงาน ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ในขณะเดียวกัน ประชาชนสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว พักผ่อนในเมืองด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง เช่น สวนสาธารณะขนาดใหญ่ อาร์ตแกลเลอรี่ สถานที่ท่องเที่ยว โบราณสถาน ย่านเมืองเก่า ลดความเครียด เติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ ไม่หมกตัวอยู่ในบ้าน หน้าจอดิจิทัล เพราะไม่มีค่าเดินทาง

โอกาสที่ 5 “ภาษี” ที่เป็นธรรม

การใช้เงินงบประมาณจ่ายชดเชยค่าตั๋วโดยสาร มักถูกหยิบยกมากล่าวอ้างในการวิจารณ์ หรือคัดค้านไม่เห็นด้วย ภายใต้วาทกรรม “ภาษีประชาชน” ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในยุครัฐบาลพลเรือน ผู้เขียนมีข้อสังเกตดังนี้

หนึ่ง ผู้โดยสารกลุ่มหลักคือ มนุษย์เงินเดือนที่เสียภาษี ซึ่งภาษีเหล่านี้ ถูกนำไปใช้ด้านต่างๆ เพื่อคนทั้งประเทศ ที่ส่วนใหญ่ไม่ต้องแบกภาระภาษีเหมือนพวกเขา การนำเงินงบประมาณจ่ายชดเชยค่าตั๋วโดยสาร ก็คือ กระบวนการนำภาษีที่พวกมนุษย์เงินเดือนจ่ายไป (เพราะหลบภาษีไม่ได้) กลับมาช่วยแบ่งเบาภาระชีวิตของพวกเขานั่นเอง เป็นสิทธิพึงได้ พึงเรียกร้อง

สอง ในที่สุดรัฐบาลมีโอกาสเก็บภาษีที่เพิ่มมากขึ้นจากโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มมากขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น จากกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้น

อีกหนทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ภาษีคือ ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ที่เรียกร้องกันมานานตั้งแต่ยุค ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ เป็นแนวคิดการจัดเก็บภาษี ที่ว่าการพัฒนาโครงสร้างคมนาคมพื้นฐานของรัฐ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ทางด่วน สนามบิน เป็นต้น ทำให้ที่ดินถูกตัดผ่านหรือที่ดินบริเวณใกล้เคียงมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นการได้รับประโยชน์จากโครงการลงทุนของรัฐรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น รัฐพึงเก็บภาษีที่ดินที่มีลักษณะแบบนี้ ในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อไม่ให้นายทุนเอาเปรียบสังคม

ความห่วงใยเงินภาษีประชาชน ควร “ห่วงใยอย่างเป็นธรรรม” ไม่เลือกห่วงใย ทุกวันนี้ มีการใช้งบประมาณไปในหน่วยงาน และโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนจำนวนมาก ก็ไม่เห็นมีผู้ใดแสดงความห่วงใยจริงจัง

ดังกล่าวไว้ตอนต้น เมื่อลดเหลือ 20 บาท/เที่ยว ภาระรายปีสูงสุดจะลดลงจาก 20,244 บาท เหลือ 9,640 บาท ลดลง 10,604 บาท เท่านี้ก็มากกว่าเงินจากดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทแล้ว แล้วยังประหยัดได้อีกต่อเนื่อง ไม่จบเหมือนเงินดิจิทัลวอลเล็ต ทบ 2 ปีคือ 21,208 บาท

กรมการขนส่งทางราง (ขร.) คาดว่า หากใช้รัฐต้องอุดหนุนเงินจ่ายชดเชยค่าตั๋วโดยสารรวม 5.4 พันล้านบาทต่อปี เทียบกับดิจิทัลวอลเล็ต 5.4 แสนล้านบาท

แต่ก็ขอย้ำว่า นี่เป็นนโยบายที่คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ กระนั้นก็มีความหมายมาก

Related Posts

"ละลายช้า อร่อยถึงคำสุดท้าย" จุดแข็งที่พา "Blendies"เจลาโต้สัญชาติไทยโตเร็ว จนไปเข้าตาฮ่องกงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิด
“ทำไป เรียนรู้ไป” วิธีคิดของ “บาส Go Went Go” ที่พาคอนเทนต์ และร้านข้าวมันไก่เติบโต
“อย่าหมิ่นเงินน้อย กำไรหลักสิบ รวมกันก็เป็นร้อยเป็นพัน” ป้าตือ ถอดสูตรสร้างธุรกิจให้โตยาว