Featured Exclusive ข่าววันนี้

ใจเย็นก่อน เพื่อนลงหุ้น เปิดร้านอาหาร จะแตกหักกัน เพราะ “พริกขี้หนู”

ใจเย็นก่อน เพื่อนลงหุ้น เปิดร้านอาหาร จะแตกหักกัน เพราะ “พริกขี้หนู”

“ไม่ไหวแล้วพี่ ผมทำกับหุ้นส่วนไม่ได้แล้ว คิดไม่ตรงกันสักเรื่อง” เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งทิ้งตัวนั่งบนโซฟาที่โรงเรียนแม่บ้านทันสมัย แล้วถอนหายใจใหญ่ หน้าตาเคร่งเครียด เขาหุ้นเปิดร้านอาหารกับเพื่อนแบบ 50:50 ทำมาได้ 5-6 เดือน

“คิดดูซิพี่ ขนาดเรื่องพริกขี้หนู หุ้นส่วนเขาก็มาจ้ำจี้พูดอยู่นั่น ให้ใช้พริกขี้หนูสวนเท่านั้น อย่าไปเอาพริกขี้หนูเม็ดใหญ่มาใช้ มันไม่หอม ผมก็ไปเที่ยวหามา 2-3 ตลาด แถวร้าน แต่ของมันมีไม่สม่ำเสมอ พ่อค้าก็เลยบอกให้เอาพริกขี้หนูอันนี้ซิ หอมเหมือนกัน ผมก็เอามา หุ้นส่วนเขาก็ว่าผม ทำไมแค่นี้หาซื้อไม่ได้”

เจ้ารุ่นน้องถอนหายใจอีกเฮือกหนึ่ง ดื่มน้ำโฮกใหญ่

“ยังไม่หมดนะพี่ เขาบอกให้ผมทำ LINE MAN ผมก็ทำ ผมก็สมัคร แต่มันไปติดเอกสารบริษัท มันเลยช้า เขาก็ว่าผมอีก ทำไมแค่สมัคร LINE MAN แค่นี้ตั้ง 2 เดือนยังไม่เสร็จ ผมทำนะพี่ ไม่ใช่ไม่ทำ” ลมหายใจเขาหายไปอีกหนึ่งหอบ

“แล้วยังเรื่องต้นทุนอีก เดือนที่แล้วผมขายได้ 2 แสน ต้นทุนอาหาร 7 หมื่น เขาก็บอกมันเยอะไป ซื้ออะไรนักหนา เขาก็ไม่เข้าใจ ก็มันมีวัตถุดิบที่ซื้อสต๊อก ต้นทุนมันเลยสูง จะให้ผมเปลี่ยนเจ้าซื้อวัตถุดิบทันที บอกผักเจ้านี้ถูกกว่า แต่มันเปลี่ยนไม่ได้ทันที ไหนจะรอบส่ง ของไม่ตรงสเปก ราคา อีกเยอะแยะ ของเจ้านี้แพงกว่าอีกเจ้าก็จริง แต่คุณภาพมันโอเค เขาก็บอก ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ไง”

ยังมีอีกหลายเรื่องที่เจ้าน้องชายคนนี้ระบายให้ผมฟัง พอหมดเรื่องระบาย ผมเลยถามเขาถึงเรื่องการบริหารงาน การตัดสินใจต่างๆ การปฏิบัติงาน ได้ความกระจ่างและเห็นปัญหาขึ้นมาทันที

คือ อย่างนี้ครับ 2 คนนี้เขาลงทุนกันคนละ 50:50 โดยมีข้อตกลงกันตั้งแต่ตอนเปิดร้านว่า เจ้ารุ่นน้องคนนี้เป็นคนบริหารงานและปฏิบัติงานเพราะเพิ่งลาออกจากงานเก่ามาเพื่อตั้งใจทำร้านอาหารนี้ ส่วนเขาขอดูห่างๆ เพราะไม่มีเวลามาลงเต็มตัว 2 คนไม่ค่อยได้คุยถกปัญหาร้านกันสักเท่าไหร่ เนื่องจากอีกคนไม่ค่อยว่างนั่นเองปล่อยให้เพื่อนทำไป

ยิ่งมา 2 เดือนหลัง เจ้ารุ่นน้องขอหุ้นส่วนกลับไปทำงานบริษัท จันทร์ถึงศุกร์ เนื่องจากเงินไม่พอใช้ ร้านยังได้กำไรไม่มากพอแบ่ง บางเดือนก็ขาดทุน ปัญหาการปฏิบัติงานเลยทวีคูณ งานที่ร้านปล่อยให้พนักงานทำกันไปตามตำแหน่งงาน เขามีเวลามาดูแค่เสาร์-อาทิตย์  ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้หุ้นส่วนมากขึ้น เพราะผิดข้อตกลงตั้งแต่แรก งานเลยยิ่งช้าใหญ่ ความขัดใจสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

แนวปฏิบัติงานของเพื่อนรุ่นน้องก็เป็นคนละแบบกับหุ้นส่วน คือเขาเป็นคนละเอียด คิดอะไรต้องเป็นขั้นตอน คิดจาก 1 ไป 10 มองภาพผลรวม ไม่มองรายละเอียดเล็กๆ ระหว่างทางที่ทำจะเจอเรื่องอะไรมั่ง มีอุปสรรคอะไรมั่ง งานต่างๆ เลยมักจะช้า กว่าจะไปถึงปลายทาง ขณะที่หุ้นส่วนของเขาเป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว ไม่ชอบขั้นตอน นึกอยากทำอะไรก็ทำ ใจร้อน

ผมเลยเห็นปัญหาของ 2 คนนี้อยู่ 2 เรื่องใหญ่

ภาระทั้งเรื่องการบริหารงาน การปฏิบัติงานตกอยู่กับเพื่อนรุ่นน้องคนเดียว งานจึงช้า เก็บรายละเอียดได้น้อย ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และตอนนี้เขาไม่ค่อยมีเวลามาปฏิบัติงาน คุมงานได้เต็มตัว

แนวความคิดกับแนวปฏิบัติงานของทั้งคู่อยู่กันคนละขั้ว

เพื่อนคนนี้บอกผมว่า เห็นถ้าจะต้องเลิกร้าน เลิกหุ้นส่วน ทั้งๆ ที่ทำมาแค่ไม่กี่เดือน ผลประกอบการจริงๆ ยังพอเห็นทางกำไร แต่ทำแล้วมันกลุ้มใจ ผมเลยบอกเขาว่า “ใจเย็นๆ ยังมีหนทางแก้ไข” ว่าแล้วผมให้เขานัดหุ้นส่วนอีกคนมาคุยพร้อมกัน มีผมเป็นคนกลาง

พอถึงเวลาเจอหน้ากัน ทั้งคู่ก็เย็นลงแล้ว และระลึกถึงความเป็นเพื่อนตั้งแต่เรียนหนังสือ ลึกๆ ทั้งคู่ยังเสียดายสิ่งที่ทำมาด้วยกัน จะเลิกซะกลางคันมันดูเสียเหลี่ยมกำนัน ขายขี้หน้าคนอื่นเขาอยู่เอาการ

เรานั่งคุยกัน 3 คน ผมก็ชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุอะไร

ทางแก้ง่ายนิดเดียว “ต้องคุยกันอย่างเปิดอก” ติดขัดกันเรื่องอะไรบ้าง บอกความจริงแก่กัน อย่าปล่อยให้ผ่านเลย

ปัญหาเรื่องแนวความคิดกับแนวปฏิบัติงานที่ต่างกันต้องคุยกันเป็นเรื่องๆ และสิ่งสำคัญคือ “การประนีประนอม” เอนตัวมาคนละครึ่งทาง แทนที่จะต้องทำเต็มสิบเหลือแค่ 6 อีกคนทำ 1 แล้วไป 10 เลย ก็ขอให้ก้าวแค่ 5 อย่าเอาความคิดตนเองเป็นศูนย์กลาง มองเหรียญทั้ง 2 ด้าน

ส่วนเรื่องการปฏิบัติที่ทั้งคู่ไม่ค่อยมีเวลาเข้าร้านแล้ว จำเป็นต้องสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง อาจจะเป็นพนักงานที่มีอยู่แล้ว หรือถ้าจำเป็นต้องจ้างเพิ่มก็ต้องจ้าง ให้มาเป็นคนปฏิบัติแทน ซึ่งสามารถแยกกระจายความรับผิดชอบไปให้พนักงานได้หลายคน ไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์คนเดียวอย่างที่ผ่านมา

ทั้ง 2 คนถอยจากการปฏิบัติเต็มร้อยมาเป็นบอร์ดบริหาร พูดคุยให้บ่อยขึ้น หาทางแก้ปัญหา แนวทางการทำงานอาจจะไม่ถูกใจทั้งคู่บ้าง วิธีการเปลี่ยน แต่ได้เป้าหมายเดียวกัน

ทั้ง 2 คนเริ่มพูดคุย มองแนวทางต่างๆ อย่างประนีประนอมมากขึ้น ยกตัวอย่างเรื่อง พริกขี้หนู แถวร้านหาไม่ได้ แต่หุ้นส่วนมีแม่ครัวที่หาได้ประจำ เดี๋ยวให้จัดส่งมาให้ทุกอาทิตย์ ปัญหามันก็จบได้สั้นๆ

เรื่อง “พริกขี้หนู” นี้เป็นตัวอย่างอย่างดีของธุรกิจที่มีหุ้นส่วน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง เพื่อนสนิท มักจะเกิดข้อขัดแย้งจนนำไปสู่ความแตกหักได้เสมอ การเป็นหุ้นส่วนไม่ว่าจะกี่หุ้นจึงจำเป็นต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงใจ ไม่ปิดบัง ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร มีเหตุผลใดที่ต้องทำหรือไม่ทำ ตรงไหนที่สามารถจูนให้ใกล้เคียงกันได้มากที่สุด หนทางที่ดีที่สุดคืออะไร เรื่องไหนผ่อนปรนกันได้บ้าง

ข้อสำคัญ “อย่าแข็งมา แข็งไป” หัวแตกด้วยกันทั้งคู่ครับ

Related Posts

"ละลายช้า อร่อยถึงคำสุดท้าย" จุดแข็งที่พา "Blendies"เจลาโต้สัญชาติไทยโตเร็ว จนไปเข้าตาฮ่องกงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิด
“ทำไป เรียนรู้ไป” วิธีคิดของ “บาส Go Went Go” ที่พาคอนเทนต์ และร้านข้าวมันไก่เติบโต
“อย่าหมิ่นเงินน้อย กำไรหลักสิบ รวมกันก็เป็นร้อยเป็นพัน” ป้าตือ ถอดสูตรสร้างธุรกิจให้โตยาว