How to Leadership

กรณีศึกษา “ยาโยอิ” จากร้านเล็กๆ ในญี่ปุ่น สู่แบรนด์ระดับภูมิภาคเอเชีย ใช้กลยุทธ์ Brand Connection ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัย รุกตลาดคนรุ่นใหม่

กรณีศึกษา “ยาโยอิ” จากร้านเล็กๆ ในญี่ปุ่น สู่แบรนด์ระดับภูมิภาคเอเชีย ใช้กลยุทธ์ Brand Connection ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัย รุกตลาดคนรุ่นใหม่

เมื่อพูดถึงร้านอาหารญี่ปุ่นที่ทั้งอร่อย ราคาจับต้องได้ และยังคงเอกลักษณ์ความเป็นต้นตำรับ เชื่อว่าอันดับแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงคงเป็น “ยาโยอิ (Yayoi)” ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ “เทโชกุ (Teishoku)” ที่อยู่เคียงข้างคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 19 ปี ด้วยเมนูอาหารที่หลากหลาย และการบริการที่อบอุ่น ทำให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน ยาโยอิก็ยังเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่หลายคนเลือกใช้บริการอยู่เสมอ 

แม้ว่าในตอนนี้ ยาโยอิจะกลายเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาต่อไป อย่างในปีที่แล้วที่เพิ่งได้ทำการรีภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ และไลฟ์สไตล์ที่สดใส สนุกสนาน แต่ยังคงความเป็นญี่ปุ่น

จุดเริ่มต้นของยาโยอิ จากโตเกียว สู่ไทยแลนด์

ย้อนกลับไปในปี 1886 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ยาโยอิในตอนนั้นยังเป็นเพียงร้านอาหารเล็กๆ ที่เน้นการเสิร์ฟอาหารแบบ เทโชกุ หรือ เซตอาหารที่ประกอบด้วยข้าว เนื้อสัตว์ ซุป และเครื่องเคียง ตามแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ ด้วยแนวคิดที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว และมีคุณค่าทางโภชนาการ 

ในตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยาโยอิ มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้ขยายสาขาไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2549 มาจนถึงปัจจุบันนี้ร่วม 19 ปี ภายใต้การบริหารของ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) 

ยาโยอิมีการปรับเมนูให้เหมาะกับรสนิยมของคนไทยแต่ยังคงเอกลักษณ์และคุณภาพของอาหารญี่ปุ่นเอาไว้ จึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ทำให้กลายเป็นหนึ่งในเครือร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีสาขามากที่สุดในประเทศ จนตอนนี้มีสาขากว่า 200 แห่งแล้ว เรียกได้ว่าสามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างเหนียวแน่น และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

เจาะลึก “กลยุทธ์” อะไรที่ทำให้ยาโยอิยืนหนึ่ง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยาโยอิประสบความสำเร็จคือ “การสร้างความแตกต่าง” ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น ที่ในอดีตร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนด้วยรูปแบบบุฟเฟต์เป็นหลัก และรองลงมาคือร้านอาหารแบบ A La Carte ซึ่งมีตัวเต็งครองตลาดโดยแบรนด์ใหญ่อย่าง “ฟูจิ”

แต่ ยาโยอิ มองเห็นช่องว่างและใช้จุดแข็งของตัวเองเข้ามาตอบโจทย์ ด้วยการเน้นเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นแบบเซต (Teishoku) ที่ครบเครื่อง ทั้งข้าว ซุป และเครื่องเคียง ในราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 99-400 บาทต่อเซต ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าในวงกว้าง

อีกทั้งยังให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพวัตถุดิบที่มีคุณภาพดี สดใหม่ และมีเมนูที่หลากหลาย ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย อีกทั้งยังเหมาะสำหรับคนที่คำนึงถึงสุขภาพตัวเองเพราะมีโภชนาการครบถ้วนในแทบทุกเมนู

อย่างไรก็ตาม ยาโยอิ ไม่ได้ใช้กลยุทธ์ราคาและคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการอัปเดตเมนูใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นยอดขายอีกด้วย ปัจจุบันจะมีเมนูพิเศษออกใหม่ทุกๆ 2 เดือน ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่อยู่เสมอ

นอกจากนี้ กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของยาโยอิยังมีความชัดเจนและตรงจุด เพราะเข้าใจว่ากลุ่มลูกค้าหลักคือ วัยรุ่น ส่งผลให้แคมเปญ โปรโมชัน โฆษณา และคอนเทนต์ในสื่อออนไลน์ ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

พรีเซนเตอร์คนใหม่ที่เป็นมากกว่าศิลปิน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ยาโยอิยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้สดใหม่และเป็นที่สนใจยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ “เจฟ-วรกมล ซาเตอร์” (Jeff Satur) ศิลปินสุดฮอตมากความสามารถและหลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ ในงานเปิดตัวแคมเปญ “ยาโยอิ รักครบเซต ญี่ปุ่นครบเซต”

ในแคมเปญนี้ เจฟ ซาเตอร์ มารับบทเป็นพนักงานเสิร์ฟของยาโยอิ พร้อมโชว์เพลงประกอบโฆษณา “รักครบเซต ญี่ปุ่นครบเซต” ซึ่งแต่งและร้องด้วยตนเอง เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของยาโยอิผ่านเสียงเพลงเป็นครั้งแรก

ด้าน คุณธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้เผยว่า ยาโยอิกำลังมุ่งปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยและโดนใจคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น “ญี่ปุ่นของแท้” เอาไว้เช่นเดิม

ดังนั้น การร่วมงานกับ “เจฟ ซาเตอร์” ในครั้งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างตัวตนของแบรนด์และไลฟ์สไตล์ของศิลปินหนุ่มได้อย่างลงตัว เพราะเจฟมีความผูกพันกับยาโยอิมาอย่างยาวนาน และยังมีความชอบในวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านหลายแง่มุม

ไม่ว่าจะเป็น แฟชั่น หรือดนตรี J-Rock ที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำเพลง รวมถึงบทบาทในวงการบันเทิงที่ครบเครื่อง ทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ เมนเทอร์ และนักแสดง ซึ่งได้รับการยอมรับและการันตีด้วยรางวัลมากมาย

เรื่องราวของยาโยอิ คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในการขยายตลาดจากโตเกียวสู่ประเทศไทย โดยใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างและสร้างสรรค์เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค จนสามารถก้าวไปอีกขั้นด้วยการปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและใกล้ชิดกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ผ่านแคมเปญและการเปิดตัวพรีเซนเตอร์หลักคนใหม่ที่มีตัวตนและไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกับแบรนด์ 

ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ของยาโยอิให้เป็นมากกว่าร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป แต่เป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าโดยตรง

ดังนั้น การดึง เจฟ ซาเตอร์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การใช้คนดังเพื่อสร้างกระแส แต่เป็นกลยุทธ์ Brand Connection ที่แท้จริง ซึ่งช่วยให้ ยาโยอิ ยังคงเป็นแบรนด์ที่พัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

Related Posts

“อย่าหมิ่นเงินน้อย กำไรหลักสิบ รวมกันก็เป็นร้อยเป็นพัน” ป้าตือ ถอดสูตรสร้างธุรกิจให้โตยาว