จากร้านค้าส่งในตลาดสำเพ็ง สู่แบรนด์ Moshi Moshi (โมชิ โมชิ) ร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์ดีไซน์น่ารักที่เปิดให้บริการถึง 190 สาขาในปัจจุบัน โมเดลธุรกิจนี้เกิดจากการมองเห็นช่องว่างทางการตลาด โดยทายาทเจน 3 ที่เข้ามาปรับธุรกิจของครอบครัวให้เติบโต
ช่องว่างเล็กๆ สู่โมเดลธุรกิจใหม่
อชิระ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บมจ.โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น ร่วมพูดคุย ในงานสัมมนาประชาชาติ Thailand 2026 ปรับ เปลี่ยน ไปต่อ บนเวทีเสวนาพิเศษ ถอดบทเรียน…จุดเปลี่ยนธุรกิจ NextGen ไว้อย่างน่าสนใจ
อชิระ เล่าว่า ก่อนมาเป็นโมชิ โมชิ ภาพจำในวัยเด็กของเขา คือวิ่งเล่นอยู่ในร้านค้าส่งของพ่อแม่ที่ตลาดสำเพ็ง บรรยากาศในช่วงนั้น ทั้งวุ่นวายและครึกครื้นเพราะเป็นย่านค้าส่งขนาดใหญ่ พอโตขึ้น พ่อกับแม่ก็เริ่มให้เข้ามาช่วยงานจัดร้าน และเป็นแคชเชียร์
“ตอนนั้นยังเด็กมาก ไม่ได้สนใจอะไร ผู้ใหญ่บอกให้ไปช่วย ก็ไป” อชิระ เล่าเสริม
ก่อนเล่าย้อนกลับไปในปี 2016 ตอนนั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 พร้อมกับมีแผนในใจ “จะกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน” แต่ผู้ใหญ่กลับไม่อยากให้เจเนอเรชัน 3 กลับมาสานต่อโดยตรง เพราะอยากให้ลองทำธุรกิจแบบเริ่มนับหนึ่งใหม่ ประกอบกับเทรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ครอบครัวทำอยู่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในและต่างประเทศ
“เทรนด์เปลี่ยนทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภค และมีร้านสินค้าไลฟ์สไตล์แนวใหม่เกิดขึ้น ผมถูกมอบหมายให้ไปศึกษาเพิ่มเติม ทำรีเสิร์ชทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อดูว่าตอนนี้ตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์เป็นยังไงบ้างแล้ว
พบว่า สินค้าไลฟ์สไตล์ในไทย จะเห็นร้าน 10 บาท 20 บาท เต็มไปหมด พอเป็นแบรนด์ต่างชาติ มีร้านกิฟต์ช็อปแบบนี้ สินค้าคุณภาพดี แต่ราคาสูงมากๆ พอศึกษาลึกขึ้น เริ่มเห็นช่องว่างทางการตลาดว่ายังไม่มีคนพยายามทำร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์ดีไซน์สวย คุณภาพดี ราคาจับต้องได้”
จากช่องว่างทางการตลาดที่อชิระเห็น กลายเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจใหม่ แต่เขาต้องนำโปรเจ็กต์นี้ไป Pitching กับครอบครัวก่อนเริ่มทำจริง
“ตอนแรกยังไม่ได้ออกมาเป็น โมชิ โมชิ อย่างที่ทุกคนเห็น ต้องผ่านการขัดเกลาในที่ประชุม 2-3 รอบ ก่อนออกมาเป็นร้านนี้”
จากร้านค้าส่งในตลาดสำเพ็ง อชิระ ยอมเปลี่ยนพื้นที่หน้าร้านบางส่วนเป็นร้านโมชิ โมชิ ที่เป็นโมเดลธุรกิจใหม่
“เราเริ่มต้นจากร้านที่ยังไม่มีชื่อเสียงมาก ยังไม่มีศูนย์การค้าใหญ่รับแบรนด์เราไปเปิด ตอนนั้นเราต้องกัดฟัน ตัดสินใจยอมเอาพื้นที่ชั้น 1 ของร้านที่สำเพ็ง และครึ่งหนึ่งของร้านแพลทินัม เปลี่ยนเป็นร้านโมชิ โมชิ
ธุรกิจเดิมตอนนั้นทำเงินให้บริษัทต่อเนื่อง แต่เราต้องยอมตัดและเปลี่ยน เพราะเทรนด์เปลี่ยนไป เราต้องยอมเฉือนตัวเอง เอาร้านโมชิ โมชิ เข้าไปเปิด กลายเป็นว่าผลตอบรับดี” อชิระ เล่าให้ฟัง
จุดเปลี่ยน สู่การเติบโต 190 สาขา
จากโมชิ โมชิ สาขาแรกที่ตลาดสำเพ็ง และแพลทินัม ธุรกิจนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และขยายไปถึง 190 สาขา โดยไม่คิดว่าจะสามารถเติบโตได้มากขนาดนี้ เพราะมีหน้าร้าน 2 สาขา ซึ่งขายดีมากอยู่แล้ว แต่แล้วก็มีจุดเปลี่ยน
“จุดเปลี่ยนคือ เริ่มมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำของประเทศติดต่อเข้ามา หนึ่งในนั้นคือ ห้างเมญ่า เชียงใหม่ ตอนนั้นมีความกล้าๆ กลัวๆ ที่จะไปเปิด เพราะเขาให้พื้นที่ใหญ่มาก เกือบ 400 ตารางเมตร สุดท้ายเราคุยเงื่อนไขกันลงตัว ก็ลองไปเปิด ปรากฏว่าสำเร็จมากๆ ขายดี ลูกค้าเต็มร้าน แทบไม่มีที่เดิน”
นับเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้โมชิ โมชิ ก้าวต่อไป จากนั้นเริ่มมีห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ติดต่อเข้ามา รวมแล้วมีหลายสิบสาขา ทำให้รู้ว่ารีเทลสามารถไปต่อได้ จึงลองไปสำรวจจุดอื่นที่ห้างเสนอมา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
หลังจากนั้นในปี 2017 อชิระเปิดร้านโมชิ โมชิ เพิ่มอีก 20 กว่าสาขา และเปิดเพิ่มประมาณ 30 สาขาในปี 2018
“มันติดลมบนแล้ว ทุกคนให้ความสนใจโมชิ โมชิ มาก ไปที่ไหนก็มีผู้บริโภครองรับ และเริ่มรู้ว่า ต้องทำโมเดลธุรกิจที่มีไซซิ่งของร้าน เพื่อให้มีความคล่องตัวในการขยายสาขา
ผมไปเซอร์เวย์มา เรียกว่าเกือบจะทุกจุดที่โมชิ โมชิ เปิด จนรู้ว่าศูนย์การค้าใหญ่รองรับได้กี่ตารางเมตร ไฮเปอร์มาร์เก็ตรองรับได้กี่ตารางเมตร สแตนด์อะโลนรองรับได้กี่ตารางเมตร เลยไปพัฒนาโมเดลธุรกิจ ไซซ์ S M L เพื่อรองรับ ที่ไหนมีกลุ่มลูกค้าใหญ่ผมสามารถเปิดได้ใหญ่ หรือที่ไหนเป็นชุมชนเล็ก มีพื้นที่เล็ก ก็จะทำไซซิ่งตามนั้น และปรับเปลี่ยนโปรดักต์มิกซ์ในร้านให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่อยู่บริเวณนั้น”
โดยปัจจุบันโมชิ โมชิ มีโปรดักต์ประมาณ 20,000 SKU มีสินค้าใหม่เข้ามาประมาณ 10,000 SKU ต่อปี หรือ 1,000 SKU ต่อเดือน ที่คอยสลับปรับเปลี่ยนเข้าร้าน ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งของแบรนด์
“ก่อนหน้านี้เราเริ่มต้นจากหลักร้อยถึงหลักพัน SKU หลังจากนั้นก็เริ่มปรับ SKU ประมาณหลักร้อยต่อเดือน ด้วยสถานการณ์ของเศรษฐกิจหรือตลาดที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคอาจจะเริ่มเบื่อของเดิม ต้องการของใหม่ตลอดเวลา
ผมก็ต้องปรับตัวจากเมื่อก่อนวิ่งหาสินค้า มีของใหม่ก็เอาเข้ามา ไม่มี ก็ไม่เป็นไร กลายเป็นว่าเราต้องเพิ่มสินค้าใหม่ให้เร็วขึ้น ทุกๆ เดือนที่เข้าร้าน ลูกค้าจะเห็นสินค้าใหม่ตลอดเวลา เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทำให้ร้านเมนเทนยอดขายให้เติบโตได้ถึงทุกวันนี้”
อุปสรรคและความท้าทาย
อชิระ เล่าต่อถึงอุปสรรคและความท้าทายจากการทำธุรกิจ เขาบอกว่า คือการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์
“หนีไม่พ้น การแข่งขันที่ดุเดือดของสินค้าไลฟ์สไตล์ เราต้องมองให้เป็นความท้าทาย เพื่อพัฒนาก้าวหน้าไปอีกสเต็ป ตั้งแต่ผมเปิดร้านโมชิ โมชิ ในปี 2016 ถึงปัจจุบัน มีการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นตลอด สิ่งที่เราทำอันดับแรกคือตัวสินค้า เรามีใหม่ทุกเดือน เดือนละ 1,000 SKU ออกแบบโดยคนไทย
อีกอย่างคือการเปลี่ยนแปลงต่อเทรนด์ที่ต้องเร็ว เราเป็นบริษัทในไทย เรามี Data มีประสบการณ์มากว่า 30-40 ปี ผมคิดว่า เราสามารถคัดเลือกสินค้า ตั้งราคาให้คุ้มค่าที่สุด เหมาะสมกับคนไทย ทำให้เราสามารถก้าวข้ามและสู้กับคู่แข่งได้”
ปรับ เปลี่ยน ไปต่อ สู่อนาคต
อชิระ ทิ้งท้ายถึงอนาคตของโมชิ โมชิ ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“เราเป็นบริษัทของไทย ในอนาคต ผมอยากให้โมชิ โมชิ เป็น Top of Mind ของทุกเจเนอเรชัน ในส่วนของธุรกิจ เราทำในสิ่งที่เราถนัดต่อไป นั่นคือการคัดสรรสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค สำหรับการขยายธุรกิจ ตอนนี้เรามีทั้งหมด 190 สาขา
จากที่ศึกษาหรือไปเซอร์เวย์มา แน่นอนว่าเรายังสามารถขยายในไทยได้ต่อเนื่อง ประมาณ 30 กว่าจุดต่อปี”
และท่ามกลางเศรษฐกิจปัจจุบัน อชิระ เสริมว่า “มีความฝืดตัวในระดับหนึ่ง แต่ยอดขายเราสวนทาง เหตุผลหลักคือการปรับตัว ใครที่เคยเข้าร้านโมชิ โมชิ จะเห็นว่าร้านเรามีสินค้าหลากหลาย Category และหลากหลายราคา ตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อย ในเศรษฐกิจแบบนี้เราเข้าใจว่ากำลังซื้อหดลง เรามีการปรับเปลี่ยนสินค้าทั้งระหว่างสาขาและพัฒนาสินค้าใหม่ขึ้นมา
ถ้าสาขาต่างจังหวัด เราจะใส่สินค้าที่ซื้อง่ายขายคล่อง มีหลักสิบบาทเยอะหน่อย ส่วนกรุงเทพฯ ที่ยังพอมีกำลังซื้อ ก็จะเพิ่มสินค้าที่มีกระแส มีมูลค่าเข้าไป” อชิระ กล่าวทิ้งท้าย
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 24 พ.ย. 68
