จากสถานการณ์ความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” ที่ทวีความรุนแรง กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก และเอเชียคือภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบในเรื่องของ “วิกฤตพลังงาน” ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงขึ้น และไทยถือเป็นประเทศที่เจ็บหนักสุด เพราะมีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในเอเชีย อยู่ที่ 6% ของ GDP
เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในหลายอุตสาหกรรมก็ได้รับผลกระทบตามมา หนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนคือ “อุตสาหกรรมการบิน” ล่าสุดมีรายงานว่า การบินไทย ปรับราคาตั๋วโดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% เพื่อรองรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
นอกจากภาคการบินแล้ว อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตพลาสติก ทำให้ “ราคาพลาสติก” มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในหลายภาคส่วน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
โดยมีผู้ค้าส่งหลายเจ้าได้ทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าหลายรายการ อาทิ ราคาถุงพลาสติกบรรจุอาหาร จาก 54 บาท/กิโลกรัม เป็น 78 บาท/กิโลกรัม และ ยางวงรัดถุงแกง ปรับราคาขึ้น 10 บาท จาก 95 บาท/กิโลกรัม เป็น 105 บาท/กิโลกรัม
ส่วนใน ภาคการเกษตร ปัญหาต้นทุนก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 600–1,000 บาทต่อตัน ทำให้เกษตรกรเร่งกักตุนปุ๋ยเพื่อรับมือกับฤดูกาลเพาะปลูก และพบว่าปุ๋ยบางชนิดเริ่มขาดแคลน สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้าน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า ตอนนี้มีความกังวลในเรื่องของเงินเฟ้อ สินค้าขึ้นราคา เสี่ยงที่จะเกิด Stagflation คือเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูง เศรษฐกิจชะลอต่ำ เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนทุกอย่าง ไม่ว่าจะค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตจะขยับขึ้นสูงซึ่งเป็นทั่วโลก โดยการปรับตัวต้องทำตั้งแต่ภาครัฐจนถึงเอกชน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน ซึ่งมีโอกาสเกิดมากขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.6% และผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% จากกรณีฐานเดิม โดยผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก เป็นหลัก
ในระยะต่อไป ภาครัฐและภาคธุรกิจจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางมาตรการรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและประชาชนให้มากที่สุด
อ้างอิง
