Featured ข่าววันนี้

โลกกำลังเผชิญวิกฤตของแพง ท่ามกลางกำแพงรายได้ มาดู 3 กลยุทธ์ ใช้เงินให้ฉลาดขึ้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคทั่วโลกรวมทั้งคนไทยต่างผชิญความจริงว่า “ค่าครองชีพสูงขึ้นพร้อมกันทุกด้าน” ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าพลังงาน ค่าที่อยู่อาศัย ไปจนถึงค่า “ความสุขเล็กๆ” ที่เคยจ่ายได้โดยไม่ต้องคิด แต่วันนี้กลับต้องไตร่ตรองมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

อีกทั้งความไม่สงบระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน รวมถึงค่าขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ต่างเป็นแรงผลักที่ทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกว่า “เงินเท่าเดิม ใช้ได้ไม่เท่าเดิมแล้ว”

ค่าครองชีพสูงขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก

แม้อัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2567 จะอยู่ที่เพียง 0.4% ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนการชะลอตัวของราคาสินค้าโดยรวม แต่ในปี 2568 สถานการณ์กลับสวนทางความรู้สึกผู้บริโภคอย่างมาก เพราะอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ -0.14% หรือติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน ซึ่งดูเหมือนว่า “ของถูกลง” แต่แท้จริงแล้วเกิดจากราคาพลังงานและค่าไฟฟ้าปรับลดลง เป็นปัจจัยหลัก ไม่ใช่จากราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ลดลงจริงแต่อย่างใด ในทางกลับกัน ราคาสินค้าจำเป็นหลายกลุ่ม เช่น อาหารสำเร็จรูป ผักสด ยา และค่าเช่าบ้าน กลับยังปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าผู้บริโภคยังเผชิญภาระค่าครองชีพที่กดดันอยู่มาก แม้เงินเฟ้อจะติดลบก็ตาม

ด้านการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ข้อมูลสำรวจครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนไทยในปี 2568 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 20,982–21,069 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน และเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของรายได้เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.0% ต่อปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเติบโต 1.5% ต่อปี ตามการประเมินสถานการณ์ค่าครองชีพในปี 2568

สำหรับหลายครัวเรือน รายได้อาจ “ยังบวก” แต่รายจ่ายกลับ “บวก บวก บวก” ทำให้ความสามารถในการออมและความมั่นคงทางการเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้บริโภคยุคค่าครองชีพสูง: ไม่หยุดใช้จ่าย แต่ใช้จ่ายแบบคิดมากขึ้น

เมื่อของแพงขึ้นพร้อมกันทุกด้าน ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่ใช้จ่ายอย่างมีข้อมูลมากขึ้น เช่น เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เลือกจับจ่ายในช่วงโปรโมชัน หันไปหาสินค้าทดแทน ตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง เพิ่มรายได้จากหลายช่องทาง แต่สิ่งหนึ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงชัดเจนคือ ผู้บริโภคเริ่มใช้ “เครื่องมือทางการเงิน” ให้คุ้มขึ้นกว่าที่เคยเพื่อให้เงินที่จ่ายออกไปมีประสิทธิภาพมากที่สุด ตัวอย่างเช่น การใช้คะแนนสะสมจากบัตรเครดิต เช่น KTC FOREVER เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษ เครื่องดื่ม หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้สามารถ “ลดต้นทุนความสุข” ได้โดยไม่ต้องลดคุณภาพชีวิตลง

ผู้บริโภคยังนิยมเลือกสินค้าหรือบริการที่สามารถผ่อนชำระได้ เพื่อกระจายภาระค่าใช้จ่าย ทำให้กระแสเงินสดมีเสถียรมากขึ้นในภาวะรายจ่ายสูงแต่รายได้ไม่ขยับตาม ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญว่า คนไทยกำลังปรับวิธีคิดเรื่องเงิน “แบบใหม่” เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคที่ของแพงเป็นเรื่องปกติ

เมื่อรายได้คือกำแพง ผู้บริโภคจึงต้องสร้างกลยุทธ์ทางการเงินของตัวเอง

การบริหารเงินไม่ใช่เรื่องของการ “ใช้ให้น้อยที่สุด” แต่คือการ “ใช้ให้ฉลาดที่สุด” ผู้บริโภคยุคนี้กำลังให้ความสำคัญกับ 3 กลยุทธ์สำคัญ คือ

1. จัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย

แยกให้ชัดว่าอะไรคือจำเป็น อะไรคือดีต่อใจ และอะไรคือ “สิ่งที่ยังไม่เกิดประโยชน์” ไม่เพิ่มคุณภาพชีวิต

2. ใช้เครื่องมือการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งโปรโมชัน ส่วนลด คะแนนสะสม หรือสิทธิผ่อนชำระล้วนเป็น “ตัวช่วยลดภาระ” หากใช้อย่างมีวินัย เช่น ใช้คะแนน KTC FOREVER แลกค่าใช้จ่ายรายวันที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว ใช้ผ่อน 0% เพื่อล็อกต้นทุนสินค้าจำเป็น

3. หาแหล่งรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง

เพื่อเสริมความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากรายได้หลักที่โตช้ากว่าค่าใช้จ่าย แม้ในภาพใหญ่ ผู้บริโภคกำลังเผชิญความท้าทาย แต่ในภาพเล็กพวกเขากำลังกลายเป็น “นักวางแผนการเงินจำเป็น” ที่ต้องใช้ข้อมูลและเครื่องมือทุกอย่างที่มี เพื่อให้คุณภาพชีวิตยังไปต่อได้อย่างมั่นคง

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นแต่รายได้สูงตามไม่ทัน ถ้าหาช่องทางเพิ่มรายได้ไม่ได้ ก็ต้องคุมรายจ่าย การบริหารเงินจึงไม่ใช่เรื่องของการใช้จ่ายให้น้อยที่สุด แต่คือการใช้เงินอย่างฉลาดที่สุด เพราะเมื่อ “ของแพง” กลายเป็นวิกฤต และ “รายได้” กลายเป็นกำแพง “ผู้บริโภคยิ่งต้องทำให้ทุกบาทที่ใช้ มีความหมายมากกว่าเดิม”

Related Posts

"ละลายช้า อร่อยถึงคำสุดท้าย" จุดแข็งที่พา "Blendies"เจลาโต้สัญชาติไทยโตเร็ว จนไปเข้าตาฮ่องกงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิด
“ทำไป เรียนรู้ไป” วิธีคิดของ “บาส Go Went Go” ที่พาคอนเทนต์ และร้านข้าวมันไก่เติบโต
“อย่าหมิ่นเงินน้อย กำไรหลักสิบ รวมกันก็เป็นร้อยเป็นพัน” ป้าตือ ถอดสูตรสร้างธุรกิจให้โตยาว