ผลสำรวจของธนาคารเอกชนชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ Julius Baer ได้เผยแพร่ดัชนีชี้วัดค่าครองชีพสำหรับกลุ่มผู้มีมั่งคั่งสูง (HNWIs) ประจำปี 2569 โดยคำนวณจากราคาของสินค้าและบริการระดับไฮเอนด์ 20 ประเภท ใน 25 เมืองใหญ่ทั่วโลก พบว่าภาพรวมค่าใช้จ่ายไลฟ์สไตล์หรูหราทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 10.2%
ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงครองแชมป์ศูนย์กลางความมั่งคั่ง โดยมีเมืองที่ติดทำเนียบ TOP 10 ถึง 5 แห่ง นำโดย “สิงคโปร์”
10 อันดับเมืองที่มีค่าครองชีพหรูหราแพงที่สุดในโลก ประจำปี 2569
1.สิงคโปร์ ครองแชมป์ปีที่ 4 ติดต่อกัน จากค่าอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ และเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่แข็งค่า
2.ซูริก, สวิตเซอร์แลนด์ ศูนย์กลางการเงินยุโรป
3.โมนาโก ดินแดนแห่งมหาเศรษฐี
4.ฮ่องกง ศูนย์กลางความมั่งคั่งของเอเชีย
5.ลอนดอน, สหราชอาณาจักร เมืองหลวงระดับโลก
6.เซี่ยงไฮ้, จีน ตลาดสินค้าหรูขนาดใหญ่
7.ปารีส, ฝรั่งเศส เมืองหลวงแห่งแฟชั่น
8.ซิดนีย์, ออสเตรเลีย ตลาดพรีเมียมในโอเชียเนีย
9.มิลาน, อิตาลี ศูนย์กลางดีไซน์และแฟชั่น
10.กรุงเทพฯ, ประเทศไทย ติดอันดับ TOP 10 เป็นครั้งแรก (ก้าวกระโดดจากอันดับ 11 ในปี 2568)
ทำไม “กรุงเทพฯ” ถึงก้าวสู่เมืองหรูราคาแพงระดับโลก สอดคล้องกับกลไกราคาสินค้าในไทยหรือไม่
ตลาดสินค้าและบริการระดับบนมีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนลบภาพจำการเป็นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดไปโดยสิ้นเชิง โดยมีปัจจัยหลัก 4 ประการ ดังนี้
- กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่มีราคาสินค้าและบริการแพงที่สุดในโลก (จาก 25 เมืองที่สำรวจ) ใน 3 สิ่ง ได้แก่ ชุดสูทผู้ชาย, รองเท้าส้นสูงแบรนด์เนม และค่าเล่าเรียนหลักสูตร MBA
- มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์และรถยนต์ลักชัวรีของไทยที่สูงถึง 200–300% ส่งผลให้ราคาขยับหนีห่างจากตลาดฝั่งตะวันตกอย่างมหาศาล
- กลไกตลาดโลกและความผันผวนของค่าเงิน ราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ดันให้ราคาเครื่องประดับพรีเมียม (+16.4%) และนาฬิกาหรู (+15.5%) แพงขึ้นทั่วโลก ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งทำให้เกณฑ์ราคาสินค้าในไทยขยับสูงขึ้น
- เทรนด์การบริโภคความหรูหราผ่านประสบการณ์ เศรษฐีในยุคนี้ปรับพฤติกรรมจากการซื้อสิ่งของ มาเป็นการลงทุนกับประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟ เช่น การพักห้องสวีทโรงแรม 5 ดาว, การทานอาหารมิชลินสตาร์ และการบินชั้นธุรกิจ ซึ่งกรุงเทพฯ กำลังเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับดีมานด์กลุ่มนี้อย่างดุเดือด
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ราคาไม่ได้สะท้อนต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนคุณค่าทางอารมณ์ ภาพลักษณ์ และประสบการณ์ที่แบรนด์สร้างขึ้น จึงทำให้สินค้าเดียวกันอาจถูกมองว่า Overpriced สำหรับคนหนึ่ง แต่คุ้มค่าสำหรับอีกคนหนึ่ง ความแตกต่างนี้เองคือหัวใจของการกำหนดราคาและพฤติกรรมผู้บริโภคในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน
