เกษตรยั่งยืน
บนพื้นที่สูงของดอยม่อนล้าน อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ภาพของการทำเกษตรไม่ได้หยุดอยู่เพียงการปลูกพืชให้ได้ผลผลิต แต่กำลังเปลี่ยนไปสู่การจัดการพื้นที่ที่ต้องคิดถึงทั้งดิน น้ำ ป่า และรายได้ของคนในชุมชนไปพร้อมกัน โดยเฉพาะกาแฟอาราบิก้าที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ และเป็นตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตร จากอดีตที่เคยพึ่งพาไร่หมุนเวียน มาสู่การเกษตรที่สามารถสร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ หนึ่งในเกษตรกรที่เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน คือ คุณสุพจน์ หมื่นแลก เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ บ้านอาบอน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แบรนด์ “กาแฟอาข่าอาบูหญ่า” ปัจจุบันทำสวนกาแฟบนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ มีต้นกาแฟราว 2,000 ต้น และมีประสบการณ์ปลูกกาแฟมานานประมาณ 13 ปี พื้นที่สวนอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200-1,400 เมตร ลักษณะพื้นที่ลาดชันเล็กน้อย โดยปลูกกาแฟอาราบิก้ากลุ่มคาติมอร์ร่วมกับไม้ร่มเงา ทั้งแมคคาเดเมีย กล้วย และไม้ป่า “เมื่อก่อนเราปลูกกาแฟในพื้นที่โล่ง พอเจอแดดจัด ต้นกาแฟก็อยู่ไม่ไหว บางครั้งยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยวก็แห้งตาย พอสถานีฯ แนะนำให้ลองปลูกไม้ผลและไม้ป่าเป็นร่มเงา
“ลานตากพืชผลทางการเกษตร” เป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการลดความชื้นของพืชเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ข้าวโพดหรือมันสำปะหลัง ก่อนนำไปเก็บรักษาหรือแปรรูป การลดความชื้นที่นิยมคือ การนำพืชผลทางการเกษตรไปตากในลานตากคอนกรีต โดยใช้พลังงานความร้อนช่วยให้ความชื้นลดลง ประมาณ 1-2 วัน เมื่อความชื้นลดลงตามต้องการจึงนำเข้าที่เก็บ แต่ทุกวันนี้ ชาวนาไทยจำนวนมากประสบปัญหาขาดแคลนลานตากข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยว จึงต้องใช้ถนนเป็นลานตากชั่วคราว ก่อให้เกิดปัญหาด้านการจราจรและเสี่ยงอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนน มทร.ธัญบุรี เพิ่มมูลค่าขยะเกษตรเป็นวัสดุก่อสร้างสีเขียว ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประชุม คำพุฒ จึงเกิดแนวคิดเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างทางเลือกใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำมาพัฒนาเป็นพื้นคอนกรีตสำหรับลานตากข้าวที่สามารถเพิ่มอุณหภูมิผิวหน้าเพื่อเร่งกระบวนการทำให้ข้าวแห้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ทีมนักวิจัยได้มุ่งศึกษาการจัดการของเสียในโรงงานอุตสาหกรรมประกอบด้
ดินดี คือพื้นฐานที่ทำให้พืชแข็งแรง แต่การดูแลดินในปัจจุบัน อาจต้องมองให้ลึกกว่าการเติมปุ๋ยหรือเพิ่มอินทรียวัตถุ เพราะบริเวณสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืช คือ “ไรโซสเฟียร์” (Rhizosphere) หรือบริเวณดินรอบระบบราก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รากพืช จุลินทรีย์ และธาตุต่างๆ ในดินทำงานร่วมกัน การสร้างไรโซสเฟียร์ให้มีชีวิตและสมดุล สามารถช่วยให้พืชดูดใช้ธาตุอาหารได้ดีขึ้น ลดปัญหาโรค และส่งเสริมการเจริญเติบโต โดยมี 5 แนวทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ 1. อย่าปล่อยให้ดิน “ว่าง” ควรมีพืชเติบโตอยู่เสมอ รากพืชไม่ได้มีหน้าที่เพียงดูดน้ำและธาตุอาหาร แต่ยังเป็นแหล่งอาหารสำคัญของจุลินทรีย์ในดิน รากจะปล่อยสารต่างๆ ออกมา เรียกว่า Root Exudates ซึ่งมีทั้งคาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโน ฮอร์โมน และเอนไซม์ โดยสารเหล่านี้ช่วยเป็นอาหารให้กับจุลินทรีย์ที่อยู่บริเวณราก จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการช่วยทำให้ธาตุอาหารอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้ ช่วยแข่งขันกับจุลินทรีย์ก่อโรค และช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับราก ดังนั้น การปลูกพืชคลุมดินหรือพืชหมุนเวียน จึงไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพิ่มอินทรียวั
“เขายายดา” เป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญ ในอำเภอเมืองระยอง ครอบคลุม 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลตะพง แกลง บ้านแลง ต่อเนื่องไปจนถึงอำเภอบ้านค่าย ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ผืนป่าต้นน้ำรอบเขายายดา ถูกชาวบ้านบุกรุกทำลาย เพื่อใช้ปลูกมันสำปะหลัง ทำให้ป่าขาดความอุดมสมบูรณ์ เกิดวิกฤตภัยแล้ง และไฟป่าอยู่เสมอ เมื่อประมาณปี 2550 ได้เกิดวิกฤตน้ำแล้งอย่างหนักในพื้นที่เขายายดา ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากร 4,000 ครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ชาวบ้านเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าเพราะขาดน้ำกิน น้ำใช้ ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำจากแหล่งอื่นเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน สวนผลไม้หลายแห่งต้องปล่อยให้ทุเรียนยืนต้นตายเพราะขาดแคลนเงินทุนสำหรับซื้อน้ำมาใช้แปลงเพาะปลูก เพื่อแก้วิกฤตด้านน้ำอย่างยั่งยืน SCGC จึงริเริ่มโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา ร่วมกับชุมชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา SCGC ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ป่าต้นน้ำเขายายดา สู่พื้นที่ราบปลายน้ำ ได้แก่ พื้นที่เกษตรบ้านหัวทุ่ง และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสร้างระบบเครือข่ายจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่ง
“สังคมรักสุขภาพ” กลายเป็นเทรนด์ใหญ่ ที่มีภาพสะท้อนชัดจากพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการหันมาตื่นตัวกับการออกกำลังกาย ตั้งแต่ยุคเต้นแอโรบิก งานวิ่งมาราธอน มาจนถึงกีฬาความท้าทายสูงอย่าง HYROX แต่แค่ขยับร่างกายอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะปัจจัยหลักของสุขภาพที่แท้จริงเริ่มต้นจาก “อาหาร” ในยุคที่เราพูดถึง Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ คำถามคือ…ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะตั้งคำถามกับสิ่งที่กินเข้าไปทุกวันเพราะต่อให้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน ก็ไม่อาจวิ่งไล่ทันจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจากสารเคมีสะสมในอาหารได้ นี่คือจุดเปลี่ยนชีวิตของ Mr.Sho Oga (โช โอกะ) ผู้ที่เคยทำงานดูแลผู้ป่วยหนักในออสเตรเลียและอยู่ในวงการเครื่องมือแพทย์มานานถึง 19 ปี เขาเห็นผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้นทุกวันจนตระหนักได้ว่า การป้องกันก่อนป่วย คือคำตอบเดียวที่ยั่งยืน และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจผันตัวมาเป็นเกษตรกรออร์แกนิกในประเทศไทย เพื่อสร้างอาหารที่เป็น “ยารักษาชีวิต” อย่างแท้จริง คุณโช โอกะ ย้อนเล่าให้ฟังว่า ก่อนจะหันมาจับงานเกษตรออร์แกนิกอย่างเต็มตัว ย้อนไปเมื่อราวๆ 30 ปีก่อน
ครูเปลื้อง เกษตรสิงห์ ข้าราชการบำนาญ วัย 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 7 บ้านโนนหมากแงว ตำบลน้ำคำ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด อยู่กับภรรยา มีลูกชาย 2 คน เป็นนายแพทย์ด้านกระดูก ที่โรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนอีกคน ทำงานด้านเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสุวรรณภูมิ หลังเกษียณอายุราชการ ครูสนใจประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง โดยเข้าเป็นสมาชิกโคขุนโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร เลี้ยงโคลูกผสมชาร์โรเล่ส์ กับอเมริกันบราห์มัน ในพื้นที่ 15 ไร่ แบ่งเป็นโรงเรือนเลี้ยงวัว 3 ไร่ แปลงหญ้า 3 ไร่ บ่อน้ำและคันบ่อปลูกหญ้า 3 ไร่ ปลูกกล้วยหอมทอง 1 ไร่ บ้านพักอาศัย 1 ไร่ โรงเรือนเก็บหญ้าแห้ง ฟางแห้ง โรงสีข้าว เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องบดหญ้าสด 1 ไร่ ที่เหลือเป็นที่ว่างเปล่าให้วัวเดินเล่น ออกกำลังกาย และป่าไม้ใช้สอย ไม้ธรรมชาติ ครูเปลื้อง เล่าให้ฟังว่า งานเกษตรหลังเกษียณสนุกมาก เพราะหลังจากวางกล่องชอล์กจากความเป็นครู ทำงานในฟาร์ม เป็นเรื่องใหม่ ทำให้ตนเองศึกษาไปเรื่อยๆ ทั้งด้านการปฏิบัติ ด้านวิชาการ ไม่เหงา ทำงานกับภรรยา แรงงานจ้างบ้างเมื่อยามจำเป็น โคขุน สร้างเงินงามมาก ปุ๋ยมูลโ
ขอแสดงความยินดีในวาระครบรอบ 15 ปีของ เพจชาวนาวันหยุด ที่ก่อตั้งโดย คุณสุภชัย ปิติวุฒิ กรรมการบริหารคูโบต้ากำแพงเพชร (ฮั้วเฮงหลี) จังหวัดกำแพงเพชร คุณสุภชัยรักอาชีพการทำนา และเล็งเห็นปัญหาความยากลำบากในการทำนา ซึ่งเกิดจากความอ่อนแอของต้นข้าวที่แช่น้ำขังในแปลงนาต่อเนื่อง รวมทั้งการใช้สารเคมีทำลายระบบนิเวศน์ในระบบการผลิตข้าว จึงตัดสินใจเปิดเพจชาวนาวันหยุดในปี 2554 เพื่อถ่ายทอดความรู้การทำนาสมัยใหม่ ผสมผสานเทคโนโลยีและการจัดการธรรมชาติ เน้นการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) แกล้งข้าว ซึ่งใช้น้ำน้อยกว่า ลดต้นทุนการสูบน้ำ ลดความชื้นสะสม ตัดวงจรแมลงและโรคพืช รากข้าวหยั่งลึก แตกกอดี ลำต้นแข็งแรง ให้ผลผลิตที่ดี ไร่ละ 1 ตันควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต “เพจชาวนาวันหยุดขายประสบการณ์ในการแก้ปัญหาด้านเขตกรรม ทั้งการบริหารจัดการดินและน้ำ หลายคนเข้ามาดูผ่านคลิปวิดีโอ มันอาจจะไปตั้งคำถาม เอ๊ะ! น่าสนใจ อยากได้แบบนี้ สิ่งที่คุณต้องทำคือ นำองค์ความรู้ของเราไปปรับใช้ในแปลงนาของคุณ ความสำเร็จไม่มีขายครับ…อยากได้ต้องลงมือทำ” คุณสุภชัยกล่าว สื่อสารอย่างไรให้โดนใจชาวนา ในอดีต เกษตรกรไม่กล้าเปลี่ยนแปลงเพราะความกลัวใน
เมื่อ 10 ปีก่อน ใครพูดว่าจะ “ลงทุนในธรรมชาติ” คนส่วนใหญ่คงนึกภาพไม่ออกว่าหมายความว่าอะไร แต่วันนี้ภาพนั้นชัดเจนมากขึ้นทุกวัน และมีตัวเลขพิสูจน์ให้เห็น งานวิจัยล่าสุดจาก Forest Trends และ The Nature Conservancy เผยว่าเม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนที่ไหลเข้าสู่โครงการจัดการและฟื้นฟูธรรมชาติทั่วโลกพุ่งสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 แสนล้านบาท) ในปี 2568 เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าจากระดับ 2,800 ล้านดอลลาร์ที่บันทึกไว้ในปี 2559 ตัวเลขนี้บอกอะไรกับเกษตรกรและคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในไทย? คำตอบคือ โลกกำลังให้ราคากับ “ธรรมชาติ” อย่างจริงจัง และประเทศที่พร้อมก่อนจะได้เปรียบมากที่สุด ย้อนกลับไปช่วงปี 2559–2563 การลงทุนเพื่อความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมกินสัดส่วนถึง 68% ของเม็ดเงินลงทุนด้านธรรมชาติทั้งหมด แต่ตัวเลขในปี 2567–2568 ลดลงมาเหลือเพียง 36% ฟังดูน่าตกใจ แต่ความจริงคือ เกษตรยั่งยืนไม่ได้หดตัว มูลค่าการลงทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพียงแต่ “พายทั้งก้อนโตขึ้นเร็วกว่า” เพราะมีหมวดการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย นั่นแปลว่านักลงทุนทั่วโลกไม่ได้มองแค่เกษตรกรรมอีกต่อไป แต่มองไ
สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์สภาพอากาศเอลนีโญจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงต้นปี 2027 ส่งผลให้เกิดภาวะภัยแล้งที่ยาวนานและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไฟป่าทั่วทั้งเกาะชวา สุมาตรา กาลิมันตัน และภูมิภาคหลักอื่นๆ ของประเทศ ข้อมูลจาก BMKG ชี้ให้เห็นว่าสภาพอากาศแห้งแล้งได้แผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 54.5 เปอร์เซ็นต์ของเขตภูมิอากาศตามฤดูกาลของประเทศแล้ว คาดการณ์ว่าฤดูแล้งจะรุนแรงที่สุดในเดือนสิงหาคมและกันยายน และอาจรุนแรงยิ่งขึ้นหากเกิดปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole ในระยะบวก (Positive Indian Ocean Dipole) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์สภาพอากาศที่เกี่ยวข้องกับความผันผวนของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย ขึ้นในช่วงปลายปีนี้ เมื่อรวมกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ปรากฏการณ์ไดโพลมหาสมุทรอินเดียในเชิงบวกมักจะทำให้ปริมาณน้ำฝนลดลงไปอีก ส่งผลให้สภาพแห้งแล้งรุนแรงขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเขตร้อนขณะเดียวกัน ตรวจพบ จุดความร้อน (Hotspot) บ่งชี้ว่า ความเสี่ยงต่อไฟป่าสะสมเร็วขึ้นในช่วงกลางปี 2026 เมื่อเทียบกับวงจรเอลนีโญครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้ในปี 2015, 2019
นายเกษม ชาติทอง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลติดตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดของกลุ่มแปลงใหญ่ผัก ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร นับเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งและประสบผลสำเร็จในการผลิตสารชีวภัณฑ์และปุ๋ยอินทรีย์ด้วยตนเองเพื่อนำมาผลิตผักปลอดภัยเพื่อจำหน่าย โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การบริหารจัดการแปลง ผลผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐาน จากการติดตามผลการดำเนินโครงการฯ พบว่า เกษตรกรได้มีการร่วมกลุ่มปลูกผักปลอดภัยแบบหมุนเวียน โดยได้เข้าร่วมโครงการเมื่อปีงบประมาณ 2564 มีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ปัจจุบัน มีเกษตรกรสมาชิก 46 ราย มี นายสอาด ศรศิลป์ เป็นผู้จัดการแปลง พื้นที่ปลูกรวม 350 ไร่ (เฉลี่ย 7.6 ไร่/ครัวเรือน) ส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกมะเขือเปราะเจ้าพระยา ผักชีฝรั่ง ผักกวางตุ้ง โดยกลุ่มแปลงใหญ่ผักสามารถบริหารจัดการแปลงได้มีประสิทธิภาพจากการได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีอุปกร
