เกษตรยั่งยืน
ในวันที่ทุเรียนไทยไม่ได้เป็นเพียงผลไม้เศรษฐกิจส่งออก แต่กำลังก้าวสู่การเป็นผลผลิตที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่และวิถีชีวิตของชุมชนมากขึ้น “ทุเรียนปราจีน” คืออีกหนึ่งชื่อที่กำลังได้รับการพูดถึง ในฐานะผลไม้คุณภาพจากดินแดนแห่งสวนผลไม้ภาคตะวันออก ด้วยเอกลักษณ์ด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และกระบวนการผลิตที่ใส่ใจทุกขั้นตอน จนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 นับเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรในจังหวัดปราจีนบุรี ที่ร่วมกันรักษาคุณภาพผลผลิตและชื่อเสียงของท้องถิ่นเอาไว้ได้อย่างมั่นคง เบื้องหลังความสำเร็จของ “ทุเรียนปราจีน” ไม่ได้เกิดจากการผลิตเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เกิดจากการทำสวนของเกษตรกรรายย่อยที่ดูแลสวนด้วยแรงงานภายในครอบครัว สวนแต่ละแห่งไม่ได้ปลูกทุเรียนจนแน่นเต็มพื้นที่ แต่เลือกปลูกในจำนวนที่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ตั้งแต่การบำรุงต้น การจัดการน้ำ การตัดแต่งผล ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานจีเอพี (GAP) ส่งผลให้ผลผลิตทุเรียนจากพื้นที่แห่งนี้เป็นที่ต้องการของตลาด และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บ
“สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม” สวนออร์แกนิกผสมผสานยืนหนึ่งของจันทบุรี ที่นี่เสมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตรอบบ้าน ใช้ธรรมชาติดูแลธรรมชาติ บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดออร์แกนิก ส่งตรงไปจำหน่ายยังร้าน Lemon Tree ที่นี่จะได้ชิมน้ำมังคุด ราชินีผลไม้สดๆ และน้ำส้มมะปี๊ด เสน่ห์ไม้ผลแห่งจันทบูร ในปัจจุบันต้องยอมรับสวนผลไม้จำนวนมากในประเทศไทยหันกลับมาทำสวนเกษตรแบบผสมสาน ปลอดสารเคมีกันมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคผลไม้ในประเทศไทย รักและดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้สวนผลไม้แบบออร์แกนิกเป็นทางเลือกที่สำคัญเป็นอย่างมาก หากคิดจะซื้อผลไม้มารับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อยและปลอดภัยไปในตัว คงจะมีความสุขไม่ใช้น้อย เรียกได้ว่าอิ่มท้องแต่สบายใจ เช่นเดียวกับ “สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม” สวนผลไม้ออร์แกนิก ในพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ ซึ่งภายในสวนประกอบไปด้วยผลไม้หลากหลายชนิดที่ขึ้นชื่อของจังหวัดจันทบุรี เช่น เงาะ ลองกอง มังคุด ทุเรียน เป็นต้น โดยมี คุณสุธีร์ ปรีชาวุฒิ เจ้าของสวนตัวจริง ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ตำบลวังสรรพรส อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงพลิกผืนดินให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งนั้น
ทุเรียนเคยเป็นเพียงผลไม้พื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่วันนี้ “ราชาแห่งผลไม้” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สุดของประเทศไทย ทั้งในมิติการส่งออก การสร้างรายได้ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเกษตร จากอดีตที่ปลูกกันในสวนผลไม้พื้นบ้านของภาคตะวันออกและภาคใต้ ปัจจุบันทุเรียนได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศเหมาะสมอย่างจันทบุรี ระยอง ตราด ชุมพร และศรีสะเกษ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการบริโภคที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่กลายเป็นผู้นำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมทุเรียนไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสก.) คาดการณ์ว่า ปีนี้ภาคตะวันออกจะมีผลผลิตทุเรียนประมาณ 1.06 ล้านตัน คิดเป็น 48% ของผลผลิตทั้งประเทศที่คาดว่าจะมีประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งมีผลผลิต 871,692 ตัน ถึง 22.40% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทุเรียนยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจดาวรุ่งที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับเกษตรกรและประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเติบโตของตลาดส่งออก โดยเฉพาะการนิยมบริโภคทุเรียนสดทั
ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมยางพาราไทย ปัญหาเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในกระบวนการผลิตกลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ส่งผลต่อคุณภาพและมูลค่าของยางในภาพรวม “กลิ่น” จากยางก้อนถ้วย คือหนึ่งในโจทย์ที่ทั้งเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน แม้จะดูเป็นเรื่องปลายทาง แต่แท้จริงแล้วต้นตอของปัญหานี้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกในสวนยาง และค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นตามเส้นทางการผลิตจนถึงโรงงาน เมื่อความต้องการยางคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยางล้อและชิ้นส่วนยานยนต์ การควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ งานวิจัยและนวัตกรรมจึงถูกนำเข้ามาเป็นเครื่องมือในการยกระดับมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ไม่เพียงลดผลกระทบ แต่ยังเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน คุณฉวีวรรณ คงแก้ว นักวิจัยอาวุโส จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายให้เห็นภาพของกระบวนการผลิตยางพาราในระดับต้นน้ำว่า หลังจากการกรีดน้ำยางจากต้น เกษตรกรจะนำน้ำกรดหยอดลงไปในน้ำยางที่ในจอ เพื่อเร่งให้ยางจับตัวเป็นก้อน ซึ่งกระบวนการนี้จะทำซ้ำประมาณ 4–5 ครั้ง หรือที่เรียกว่า
ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ภายใต้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “Material Solutions for Low-Carbon Economy: นวัตกรรมวัสดุพร้อมเสิร์ฟ สำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ภายในงาน NSTDA Annual Conference 2026 หรือ NAC 2026 ว่า วันนี้ทีม MTEC สวทช. ไม่ได้ต้องการนำเสนอเพียง ‘งานวิจัย’ แต่ต้องการส่งต่อ ‘โอกาส’ ไปสู่ภาคการลงทุน ภาคอุตสาหกรรม และประชาชนทั่วไปที่สนใจเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยระบุว่า ปัจจุบันโจทย์ของโลกเปลี่ยนไปแล้ว การแข่งขันทางธุรกิจไม่ได้วัดกันเพียงเรื่อง ‘ราคา’ หรือ ‘คุณภาพสินค้า’ เท่านั้น แต่ตลาดโลกเริ่มตั้งคำถามถึงที่มาของสินค้า ว่ากระบวนการผลิตปล่อยคาร์บอนเท่าไร ผลิตที่ใด สามารถรีไซเคิลได้หรือไม่ รวมถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสามารถตรวจสอบย้อนกลับและยืนยันความถูกต้องได้มากน้อยเพียงใด ยกตัวอย่างประเด็นที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวไว้ว่า โลกกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท
เชียงใหม่ รุกคืบแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เปิดโครงการ “Green Gain Hub” อำเภอหางดง เปลี่ยนเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและใบตองตึง ให้กลายเป็นภาชนะรักษ์โลกและปุ๋ยหมักคุณภาพสูง สร้างทางเลือกใหม่ให้เกษตรกร หยุดเผา-สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การจัดกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ที่ช่วยทั้ง “รายได้” และ “สิ่งแวดล้อม” ในโครงการ “ส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ณ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM 2.5 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นางสาวเกศรินทร์ ถาคำติ๊บ เกษตรอำเภอหางดง กล่าวรายงาน วัตถุประสงค์การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อถ่ายทอดความรู้ในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเปลี่ยน “วัสดุเหลือใช้” ที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะหรือเชื้อไฟ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่าน 3 กิจกรรมหลักที่เป็นหัวใจสำคัญ ได้แก่ 1. เปลี่ยนใบไม้สู่งานศิลป์รักษ์โลก ด้วยการนำ “ใบตองตึง” ที่พบมากในพื้นที่ป่า
ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่กว่าที่ผักผลไม้จะมาถึงมือผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์เกษตรกรต้องผ่านศึกหนักกับแมลงศัตรูพืชมาก่อนเสมอ คำถามคือ แล้วจะกำจัดแมลงอย่างไรให้ได้ผล โดยไม่ทิ้งสารพิษไว้ในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม คุณกรรณิกา หัตถะปะนิตย์ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. มองเห็นช่องว่างตรงนี้ เล่าว่า ปกติแล้วการอารักขาพืชจะพึ่งพาสารเคมีฆ่าแมลง น้ำส้มควันไม้ หรือการใช้แมลงกำจัดแมลง รวมถึงกาวดักแมลงแบบสังเคราะห์ที่ทำมาจากพอลิเมอร์ ซึ่งมีลักษณะเหนียวหนืด มีกลิ่นเหม็นรบกวน และมีสารระเหยที่ไม่ปลอดภัยต่อร่างกาย “เมื่อมองเห็นผลเสียตรงนี้ เราเลยมองหาสิ่งใหม่ ที่จะทดแทนกาวดักแมลงสังเคราะห์ อาจจะเป็นอันตราย โดยมองไปถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ และไม่มีสารอันตรายตกลงไปถึงผู้ใช้หรือลงสู่ผลผลิตทางการเกษตรที่เราทานเข้าไปด้วย” จากแนวคิดดังกล่าว คุณกรรณิกา เล่าว่า จึงทำให้เกิดการทดลองผลิตกาวดักแมลงจากน้ำยางพารา หรือที่รู้จักกันในชื่อ Para TRAP โดยเลือกใช้ยางพาราแห้งเป็นวัตถ
ปัญหาแมลงวันผลไม้ (Bactrocera dorsalis) ถือเป็นฝันร้ายของเกษตรกรไทยที่สร้างความเสียหายต่อผลไม้เศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการส่งออก เนื่องจากมาตรการสุขอนามัยพืชที่เข้มงวด ส่งผลให้ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมี ที่อาจเกิดสารตกค้างและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในวันนี้ ไบโอเทค สวทช. ได้ปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าวด้วยการพัฒนานวัตกรรม “กับดักชีวภัณฑ์” ที่ใช้พลังของเชื้อราแมลงมาเป็นอาวุธลับในการควบคุมศัตรูพืชอย่างยั่งยืน นวัตกรรมนี้โดดเด่นด้วยกลยุทธ์ “ดักและปล่อย” ที่เปลี่ยนแมลงวันผลไม้ให้กลายเป็นพาหะแพร่กระจายเชื้อราสู่ประชากรแมลงในธรรมชาติ ช่วยควบคุมแมลงได้ทั้งในและนอกกับดักอย่างต่อเนื่อง โดยจากการทดสอบจริง ณ สวนสุขจรัล พบว่าสามารถลดจำนวนแมลงได้สูงถึง 91% และช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าสารเคมีได้มากกว่า 1,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับผลไม้ไทยสู่มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และสร้างโอกาสทางการแข่งขันที่เหนือกว่าในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า แมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis เป็นศัตรูพืชสำคัญที่ส
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ หมู่ที่ 5 ตำบลช้างซ้าย อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช มี นายช่วง สิงโหพล เป็นหัวหน้าศูนย์ หนึ่งในศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ จากจำนวน 221 แห่งทั่วประเทศ ที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ( สำนักงาน กปร. ) ได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์การประเมินและกระบวนการตามหลัก Plan Do Check Act : PDCA จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ในโครงการขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ อีกหนึ่งกลยุทธ์ในการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงให้แก่เกษตรกรหลากหลายสาขา ได้แก่ ด้านเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ ประมง ปศุสัตว์ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และอื่นๆ เพื่อให้ผู้สนใจได้เข้าไปศึกษาหาความรู้ นำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพให้เกิดความยั่งยืนต่อไป สำหรับนายช่วง สิงโหพล ปัจจุบันมีอาชีพเป็นเกษตร เดิมเป็นข้าราชการบำนาญอยู่กับภรรยาพื้นที่ทำกินสภาพเดิม ดินเสื่อมโทรมต้องปรับปรุงก่อนปลูกพืช จึงสมัครเป็นหมอดินอาสาในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้
สภาพอากาศที่แปรปรวน ภัยแล้งที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติแห้งขอดและอาหารในป่าไม่เพียงพอ ทำให้ช้างป่าในเขตป่าอนุรักษ์ภาคตะวันออกบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ อบต.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ได้บินโดรนสำรวจพบว่ามีโขลงช้างป่า 40 เชือกลงมาหากินในพื้นที่เกษตร และสวนผลไม้ของเกษตรกร สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอย่างมาก โดยเฉพาะ สวน เอ เอส ฟาร์ม (A.S. Farm) เจอปัญหาช้างป่าบุกรุกทำลายพืชผลทางการเกษตรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คิดมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท คุณเนตรนิล ศิริภัทร เจ้าของสวน เอ เอส ฟาร์ม (A.S. Farm) อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ครอบครัวของเรามาทำสวนผลไม้ บนเนื้อที่ 300 ไร่ ในตำบลโป่งน้ำร้อนตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ผลไม้หลักของสวนคือ มะม่วงมหาชนก ทุเรียน มะละกอฮาวาย สับปะรดภูชวา ฯลฯ ไม่เคยเจอปัญหาช้างป่าบุกรุกสวนมาก่อน จนกระทั่งเมื่อ 5-6 ปีก่อน เริ่มมีโขลงช้างป่าจำนวนมากได้ลงมาหากินในสวน ช่วงฤดูผลไม้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายหนักมาก ในช่วงฤดูผลไม้ ช้างป่าบุกสวน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ยาวไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกอย่
