“ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์” รุกตลาดเวียดนาม เขย่าวงการอาหารเพื่อสุขภาพ
นายอภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ พร้อมด้วย ดร.สุภาพร สุขมาก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ คุณอดิศัย ประเสริฐศรี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ ณ นครดานัง และ คุณศรันยา สกลธนารักษ์ ประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในเวียดนาม (TBA) ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนาม MOA SIGNING CEREMONY เพื่อเปิดสาขาแฟรนไชส์ขนมครกท่าช้างในเวียดนาม ระหว่าง นายอธิษฐ์พัชร นิพิษฐาภัทร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THA CHANG สัญชาติไทย และ Mr.Tran Anh Tich Lan บริษัท RESONANCE สัญชาติเวียดนาม ณ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์


Latest Posts
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในรั้วบ้านของ “ป้าจิบ” สิ่งแรกที่สะดุดตาคือเสื้อผ้าที่แสนจะแฟชั่น ที่ป้าจิบบอกกับเส้นทางเศรษฐีด้วยรอยยิ้มว่า “ชุดนี้ตัดเอง ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว” ป้าจิบในวัย 60 ปี เต็มไปด้วยความสดใส พร้อมกับเอเนอร์จี้ความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมหลายอย่าง จนเราแทบไม่เชื่อ เมื่อป้าจิบเริ่มเล่าให้ฟังว่า “ชีวิตวัยรุ่น ชีวิตแม่บ้าน ไม่มีอะไรเลยค่ะ… เงียบมาก เงียบจนไม่คิดว่าเราจะมีอนาคต” หากมองย้อนกลับไปในอดีต ชีวิตของเธอมีเพียงแค่การทำกับข้าว รับส่งลูก ดูแลความเรียบร้อยในบ้าน เป็นวงจรชีวิตที่เรียบง่ายจนเจ้าตัวยังไม่เคยคาดคิดเลยว่า ชีวิตในวัยเกษียณของเธอจะเปลี่ยนไป เพราะตอนนี้ได้ตัดชุดใส่เองในแบบที่ตัวอยากเป็น รวมถึงการแบกกระเป๋าเป้เที่ยวคนเดียวมาแล้วหลายประเทศ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณจิบ-สุภาวดี บัณฑิต ถึงจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวในวัยเกษียณ และเรื่องราวการทำแบรนด์ยาหม่องที่ชื่อสุดพีค “ยาหม่องฤาษีอุ้มนางพันธุรัตน์วิ่งข้ามเขา 3 ลูกไม่มีเหนื่อย” จุดเริ่มต้นจากการให้สิ่งดีๆ กับคนที่รัก ป้าจิบเล่าว่า ช่วงนั้นพี่สาวที่อยู่เยอรมันอยากได้น้ำมันไพรและน้ำมัน
ในวันที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยคอนโดห้องเล็กกะทัดรัดและร้านอาหารโต๊ะ 1 ที่นั่งผุดขึ้นทุกมุมเมือง ตัวเลขจาก “The Single Economy Survey Part 2: การพักอาศัยและไลฟ์สไตล์ของการอยู่คนเดียว” โดยวิจัยกรุงศรี ที่สำรวจคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปกว่า 2,202 คน ได้ตอกย้ำความจริงคือ “การเป็นโสดหรืออยู่คนเดียว” ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์กระแสหลักที่กำลังจะพลิกโฉมธุรกิจทั้งระบบ คนไทยรักการอยู่คนเดียวมากกว่าที่คิด ตามรายงานของ Euromonitor ปี 2568 ประเทศไทยมีสัดส่วนครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวสูงถึง 29.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 21.9% อย่างชัดเจน และถ้าแนวโน้มนี้ยังโตต่อเนื่องปีละ 1.8% เท่ากับว่าภายในปี 2585 ประเทศไทยจะมีผู้ที่พักอาศัยอยู่คนเดียวทะลุ 40% ของครัวเรือนทั้งหมด คำถามสำคัญคือ คนลักษณะใดมีแนวโน้ม “อยู่คนเดียว” มากที่สุด? ซึ่งผลสำรวจชี้ชัดว่า คนที่อยู่คอนโดมิเนียม มีโอกาสอยู่คนเดียวมากกว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่คอนโด ถึง 6.5 เท่า คนไม่มีบุตร เลือกอยู่คนเดียวถึง 31% เทียบกับคนมีบุตรที่มีเพียง 5% และกลุ่ม LGBTQ+ มีสัดส่วนอยู่คนเดียวสูงสุดถึง 39% มากกว่าผู้หญิง 23% และผู้ช
ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อ “นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์” ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ “มาม่า” ได้ถึงแก่กรรมด้วยสิริอายุ 87 ปี ประวัติการศึกษา นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ เกิดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2482 จบมัธยมศึกษา โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา Education Science จากประเทศจีน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ ยังสำเร็จการศึกษาหลายหลักสูตร เช่น ปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก, ปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ท – เชียงใหม่ และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพัฒนคหเศรษฐศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง เป็นต้น ผู้ร่วมสร้างและผลักดันแบรนด์ “มาม่า” นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ถือเป็นหนึ่งในขุนพลและผู้บุกเบิกคนสำคัญของเครือสหพัฒน์ โดยร่วมสร้างและผลักดันแบรนด์ “มาม่า” มายาวนานกว่าครึ่งศตวรร
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด และเป็นผู้สร้างตำนานขนมขบเคี้ยว “โก๋แก่” มันทุกเม็ด เสียชีวิตอย่างสงบ สำหรับตำนาน “โก๋แก่” เมื่อ ชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ได้สร้างโรงงานขนมขึ้นมาเองด้วยน้ำพักน้ำแรงบนถนนเอกชัย-บางบอน ก่อนที่ท่านจะแต่งงานกับ จิราภรณ์ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ว่า“ขนมยี่ห้อไหนอร่อยมักจะขึ้นต้นด้วยคำว่าแม่“ ท่านจึงตั้งชื่อว่า “บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด” โดยมีสินค้าแรกที่สร้างชื่อจนขายดีเป็นเทน้ำเทท่าคือ “ข้าวเกรียบกุ้ง” แต่แล้วบททดสอบครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อตลาดเริ่มมีคู่แข่งใช้สีย้อมผ้าซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคมาทำเป็นข้าวเกรียบสีรุ้งและขายดีมากจนกระทบกับยอดขาย ด้วยศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ที่ชูเกียรติมีต่อลูกค้า ท่านยอมหักไม่ยอมงอ ตัดใจเลิกขายสินค้าที่กำลังทำเงินในตอนนั้นทันที พร้อมทิ้งวลีเด็ดที่สะท้อนเนื้อแท้ในใจของท่านว่า “ขายดีแต่ทำร้ายลูกค้าเหมือนฆ่าเค้าทางอ้อม กูไม่ทำ” ยอมนับหนึ่งใหม่ หันมาทำ “ถั่วแผ่น” ในยุคเริ่มต้นนั้น ชูเกียรติรับหน้าที่ดูแลเรื่องการขายด้วยตัวเอง วิ่งรถไปหาลูกค้าตามร้านค้าต่างๆ สิ่
