Featured
“จากแปลงเกษตรไทยสู่ตลาดยุโรป” วันนี้แค่สินค้าดีอาจไม่เพียงพอ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าผลิตจากที่ไหน! เมื่อข้อมูลแหล่งผลิตกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เปิดเวที “EUDR Connect : From Farm to EU” ผนึกความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญ เร่งเตรียมความพร้อมสินค้าเกษตรไทย 7 กลุ่ม รับมือกฎระเบียบสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) พร้อมชูแพลตฟอร์ม National EUDR Single Window (NESW) เครื่องมือดิจิทัลตรวจสอบย้อนกลับและประเมินความเสี่ยงที่เปิดให้ใช้งานฟรี เพื่อเสริมความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าและรักษาโอกาสทางการค้าในตลาดยุโรป ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า อีกเพียง 56 วัน ก่อนถึงกำหนดบังคับใช้กฎระเบียบสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) ในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 กติกาการค้าครั้งสำคัญที่กำลังเปลี่ยนเงื่อนไขการแข่งขันของสินค้าเกษตรในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร 7 กลุ่ม ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ กาแฟ โกโก้ โค และถั่วเหล
ผู้เขียน : Huynh Nhat Mai Van หากพูดถึง “ต้นก้ามปู” หลายคนคงคุ้นเคยกับภาพของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีทรงพุ่มแผ่กว้าง ให้ร่มเงาตามริมถนน สวนสาธารณะ หรือพื้นที่ต่างๆ แต่รู้หรือไม่ว่า ต้นไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไปชนิดนี้มีประโยชน์มากกว่าการให้ร่มเงา เพราะสามารถนำส่วนต่างๆ มาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และการปรับปรุงบำรุงดิน โดยเฉพาะใบและฝักของต้นก้ามปูที่สามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์สำหรับโค แพะ และสัตว์กินพืชบางชนิด ขณะที่ใบก้ามปูที่ร่วงหล่นยังสามารถนำไปทำปุ๋ยหมักหรือใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดินได้อีกด้วย นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาไปรู้จัก “ต้นก้ามปู” ให้มากขึ้น พร้อมเปิดประโยชน์ที่หลายคนอาจมองข้าม ว่าต้นไม้เพียงต้นเดียวสามารถนำไปใช้ประโยชน์และต่อยอดในภาคการเกษตรได้อย่างไรบ้าง รู้จัก “ต้นก้ามปู” ไม้ยืนต้นทรงพุ่มกว้าง ให้ร่มเงาได้ดี ต้นก้ามปู หรือที่รู้จักกันในชื่อ “จามจุรี” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Samanea saman (Jacq.) Merr. เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา สามารถพบไ
ในยุคที่การทำเกษตรไม่จำกัดแค่บนบก การเลี้ยง สาหร่ายผักกาดทะเล กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้ ด้วยระยะเวลาการเลี้ยงที่สั้นเพียง 3 สัปดาห์ ก็สามารถเก็บเกี่ยวและขายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท จากปลานวลจันทร์สู่สาหร่ายผักกาดทะเล ต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่นด้วย Zero Waste Model คุณตุ๋ม-สุภิดา ลิ้นทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จันทราบุรี@ปากน้ำแหลมสิงห์ เล่าว่า ก่อนที่ชุมชนจะหันมาศึกษาและพัฒนา การเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล พื้นที่ของเราติดทะเล อาชีพหลักจึงเกี่ยวข้องกับสัตว์ทะเล หนึ่งในนั้นคือ ปลานวลจันทร์ทะเล ปลาพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและมีราคาสูง อย่างไรก็ตาม ยังมีสัตว์ทะเลอีกหลายชนิดที่มีมูลค่าต่ำ ทางกลุ่มของเราจึงนำทรัพยากรเหล่านั้นมาพัฒนาต่อยอด ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ภายใต้แนวคิด Zero Waste Model หรือ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเหลือทิ้งให้เป็นศูนย์ การเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล เป็นการต่อยอดจากแนวคิด Zero Waste Model ที่ใช้กับ ปลานวลจันทร์ทะเล โดยเรายึดหลัก “ปลาหนึ่งตัว ตั้งแต่เกล็ดยันขี้ปลา เราไม่ทิ้งอะไ
ในมุมมองของคนทำเกษตร “วัชพืช” มักถูกมองว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญของแปลงปลูก เพราะเข้ามาแย่งทั้งน้ำ แสงแดด และธาตุอาหารจากพืชหลัก หลายพื้นที่จึงเลือกกำจัดวัชพืชทันทีที่เริ่มพบเห็น แต่ในอีกมุมหนึ่ง วัชพืชอาจกำลังทำหน้าที่เป็น “สัญญาณจากธรรมชาติ” ที่ช่วยบอกสภาพของดินและระบบนิเวศในพื้นที่โดยที่หลายคนไม่ทันสังเกต แท้จริงแล้ว วัชพืชแต่ละชนิดไม่ได้ขึ้นแบบสุ่ม แต่จะเลือกเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตัวเอง บางชนิดชอบดินแน่น บางชนิดขึ้นได้ดีในดินกรด หรือบางชนิดมักพบในพื้นที่ที่มีธาตุอาหารไม่สมดุล จึงทำให้เกษตรกรสามารถใช้ “วัชพืช” เป็นตัวช่วยสังเกตคุณภาพดินเบื้องต้นได้ วัชพืช คือ “ตัวบอกสภาพดิน” ตามธรรมชาติ ในระบบนิเวศทางการเกษตร ธรรมชาติจะพยายามสร้างสมดุลให้กับพื้นที่อยู่เสมอ เมื่อดินมีปัญหาในลักษณะใด มักจะมีพืชบางชนิดเข้ามาปกคลุมพื้นที่นั้นโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยฟื้นฟูหรือปรับสภาพดินในระยะหนึ่ง เกษตรกรสมัยก่อนในหลายพื้นที่จึงนิยม “อ่านดินจากวัชพืช” ควบคู่ไปกับการสังเกตสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เช่น ความชื้น สีดิน หรือแมลงที่พบในแปลง แม้จะไม่สามารถใช้แทนการวิเคราะห์ดินทางวิทยาศาสตร์ได้ทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นภ
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรไทย ทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และสังคมผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัว การนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วยจัดการแปลงเพาะปลูก จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของเกษตรกรยุคใหม่ เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระการใช้แรงงานแล้ว ยังเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการทำงาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมแปลงไปจนถึงการปลูก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการผลิตพืชให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสม่ำเสมอ คุณวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านแรงงาน ต้นทุนการผลิต และการบริหารจัดการทรัพยากร ขณะที่การพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง และเทคโนโลยีสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกร โดยรายงานสำรวจและวิจัยระดับโลก McKinsey Global Farmer Insights ปี 2569 ซึ่งทำการสำรวจความคิดเห็นและพฤติกรรมของเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรทั่วโลก สะท้อนว่าเกษตรกรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนี้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการ
นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้ ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ ตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านสภาพอากาศคาดการณ์ว่า ไทยเสี่ยงเผชิญปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงสูงสุดในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ทำให้เกิดคลื่นความร้อนทำให้น้ำระเหยเร็ว อาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกได้ ในงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี สยามคูโบต้าจึงนำเสนอแนวคิดการทำเกษตรอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมชุดปั๊มน้ำที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน ตอบโจทย์พื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ปัจจุบันทางบริษัทมีเทคโนโลยีการจัดการน้ำให้เลือกหลายรุ่น สยามคูโบต้าเชื่อว่าด้วยนวัตกรรมการจัดการน้ำของเราจะช่วยให้เกษตรกรไทยรับมือปัญหาซุปเปอร์เอลนิโญได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ปัจจุบัน สยามคูโบต้าได้จำหน่ายระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ผ่านบริษัทลูกคือ เกษตรอินโน บริษัทมีทีมงานช่วยคำนวณและเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับความลึกของบ
ในยุคที่ปุ๋ยแพงจนแบกต้นทุนไม่ไหว ทางรอดเดียวของเกษตรกรคือการพึ่งพาตัวเอง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านพาไปเปิดสูตรปุ๋ยอินทรีย์สารพัดประโยชน์จาก คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ (ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2558) เกษตรกรชาวสวนผลไม้ชั้นครูจากจังหวัดระยอง สูตรนี้ทำง่าย และตอบโจทย์คนรักต้นไม้ที่สุด เพราะผสมครั้งเดียวสามารถบำรุงได้ ทั้งพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ ยันไม้กระถางในบ้าน ทำอย่างไรมาดูกัน วิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ มีกระบวนการผลิต ดังนี้ 1.1 มูลสัตว์แห้งละเอียด 1 ส่วน 1.2 แกลบดำ 1 ส่วน 1.3 อินทรียวัตถุอื่นๆ ที่หาได้ง่าย เช่น แกลบ ชานอ้อย ขี้เลื่อย เปลือกถั่วลิสง เปลือกถั่วเขียว และขุยมะพร้าว เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน 3 ส่วน 1.4 รำละเอียด 1 ส่วน 1.5 นำน้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน + น้ำตาล 1 ส่วน + น้ำ 100 ส่วน คนจนละลายเข้ากันดี 1.6 กระสอบป่านเก่าๆ สำหรับคลุมปุ๋ยที่ผสมแล้ว 1.7 จอบ 1.8 พลั่ว และ 1.9 ฝักบัวรดน้ำ 2.1 เตรียมพื้นที่ผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ หรือถ้าเป็นพื้นดินให้ปูผ้ายางเพื่อป้องกันปุ๋ยซึมลงดิน 2.2 นำเอาวัสดุต่างๆ มากองซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วคลุกเคล้าจนเข้ากันดี 2.3 เอา
มะนาว พืชคู่ครัวไทยที่แทบทุกบ้านขาดไม่ได้ ไม่ว่าราคาจะถูกหรือแพง ก็ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน สำหรับเกษตรกรผู้ปลูก มะนาวก็ถือเป็น “พืชปราบเซียน” ของใครหลายคนเช่นกัน เพราะในวงการมะนาว มีทั้งเกษตรกรหน้าใหม่หน้าเก่าวนเวียนเข้าออกกันอยู่ทุกวัน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการของตลาดยังมีต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพียงแต่ราคามะนาวมีขึ้นมีลงตามฤดูกาล ใน 1 ปี มีทั้งช่วงราคาดีและช่วงราคาตกต่ำ ใครวางแผนการผลิตแม่น มองตลาดขาด ก็มีโอกาสทำกำไรได้ดี แต่หากปลูกตามกระแสโดยไม่มีข้อมูลรองรับ ก็อาจไปไม่รอดเช่นกัน จึงเรียกได้ว่า มะนาวเป็นพืชที่สร้างโอกาสมหาศาลให้กับคนที่ “จับทางถูก” แต่ก็อาจกลายเป็นฝันร้ายของคนที่ลงทุนโดยไม่ศึกษาตลาดให้ดีพอ คุณนิพนธ์ พรหมรักษ์ เจ้าของ “สวนมะนาวท้ายไร่” ต.เนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร คือหนึ่งในเกษตรกรรุ่นเก๋าที่อยู่ในวงการมะนาวมายาวนานกว่า 19 ปี โดยนำความรู้จากสายงานโปรแกรมเมอร์มาประยุกต์ใช้กับการบริหารสวน จุดเด่นคือการใช้ข้อมูลวิเคราะห์ตลาดและวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่ว่าสถานการณ์ราคามะนาวจะถูกหรือแพง ก็ยังสามารถบริหารจัดการสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้
ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และวัชพืชที่เริ่มต้านทานสารกำจัดวัชพืช เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของภาคเกษตร ล่าสุด AgriPass Robotics บริษัทเทคโนโลยีการเกษตรจากอิสราเอล ร่วมมือกับ FYELD กลุ่มธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรจากอิตาลี นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์กำจัดวัชพืชอัจฉริยะเตรียมจัดแสดงในงาน EIMA International 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงเครื่องจักรกลและนวัตกรรมการเกษตรระดับนานาชาติ AgriPass Robotics ก่อตั้งขึ้นในปี 2566 พัฒนาเทคโนโลยี Physical AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถรับรู้สภาพแวดล้อมและสั่งการอุปกรณ์ให้ลงมือปฏิบัติงานจริง โดยนำระบบการมองเห็นแบบเรียลไทม์ การประมวลผลข้อมูล และกลไกการทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้ มาประยุกต์ใช้กับงานเกษตร เพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานได้อย่างแม่นยำและยืดหยุ่น คล้ายการตัดสินใจของแรงงานเกษตรที่มีประสบการณ์ หุ่นยนต์แยกพืชปลูกออกจากวัชพืช กำจัดเฉพาะจุดโดยไม่ใช้สารเคมี เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ตัวแรกของบริษัท คือ RHIC (Robot of Human-Inspired Cultivation) หุ่นยนต์พรวนดินและกำจัดวัชพืชที่ผสานการทำงานของ AI ระบบกล้องตรวจจับภาพแบ
ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวในอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้และแปลงผักอินทรีย์ ที่นี่มีชื่อเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมายว่า “บ้านสวนกำไรสุข” ชื่อที่ไม่ได้สื่อถึงกำไรเป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง “กำไรแห่งความสุข” ที่เกิดขึ้นจากการได้ทำในสิ่งที่รัก การได้ดูแลครอบครัว และการได้ส่งต่ออาหารปลอดภัยให้กับผู้คนที่มาเยือน เบื้องหลังพื้นที่แห่งนี้ คือเรื่องราวของ “คุณปุ๊กแป้ง-ธิดารัตน์ อนันตรกิตติ” ผู้ประกาศข่าวสาวที่ไม่เคยทิ้งความฝันในวัยเด็กที่อยากเป็นเกษตรกร สองความฝันที่ดูเหมือนไปคนละทาง แต่เดินไปด้วยกันได้ สำหรับ “คุณแป้ง” การได้เป็นเกษตรกรคือความฝันแรกในชีวิต เติบโตมาในครอบครัวที่ทำสวนมะม่วงมายาวนาน ทั้งคุณพ่อ ก๋ง และคนในบ้านต่างคลุกคลีอยู่กับวิถีเกษตรมาตลอด จึงทำให้ภาพของสวนมะม่วงกลายเป็นความผูกพันที่อยู่ในความทรงจำตั้งแต่วัยเด็ก แม้จะรักการทำเกษตรมากแค่ไหน แต่ในมุมของครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ กลับมองเห็นอีกด้านหนึ่งของอาชีพนี้ เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในอดีตมักเผชิญกับปัญหารายได้ไม่แน่นอน และต้องพึ่งพาตลาดอยู่ตลอด จึงไม่อยากให้ลูกเดินบนเส้น
ท่ามกลางกระแสการพูดถึงความมั่นคงทางอาหารและเกษตรยั่งยืน “เมล็ดพันธุ์” คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของระบบอาหารทั้งหมด แต่มีคนไม่มากนักที่รู้ว่า เบื้องหลังเมล็ดเล็กๆ ที่เกษตรกรนำไปปลูก คืออาชีพเฉพาะทางอย่าง “นักเก็บเมล็ดพันธุ์” ผู้ทำหน้าที่รักษา คัดเลือก และส่งต่อพันธุกรรมพืชให้คงอยู่ต่อไป วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาทุกคนไปรู้จัก คุณกอล์ฟ–จงกล พารา นักเก็บเมล็ดพันธุ์ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การเก็บเมล็ดจากพืชแล้วนำไปขาย แต่เป็นงานที่ต้องอาศัย ความรู้ ความเข้าใจ และความละเอียดรอบคอบ ตั้งแต่กระบวนการปลูก คัดเลือกต้นแม่พันธุ์ ไปจนถึงการเก็บรักษาเมล็ดให้คงคุณภาพสูงสุด อาชีพนี้อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่กลับมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และยังสามารถสร้างรายได้สูงถึง หลักหมื่นบาทต่อกิโลกรัม สำหรับเมล็ดพันธุ์บางชนิดที่มีคุณภาพและความต้องการโดยเฉพาะ คุณกอล์ฟ–จงกล พารา เล่าย้อนถึงเส้นทางการทำงานในอดีตว่า ก่อนจะก้าวมาจับงานด้านเกษตรเคยทำงานเป็นเอ็นจีโอในบทบาทของนักพัฒนา ที่มุ่งขับเคลื่อนประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่ไปกับการทำเกษตรในชีวิตประจำวัน ในช่วงเวลานั้น คุณกอล์ฟมีโอกาส
หากพูดถึงการเลี้ยงหมู หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “หมูอุตสาหกรรม” ที่เน้นความรวดเร็วและปริมาณ หรือขยับมาสายรักสุขภาพหน่อยก็จะเป็น “หมูอินทรีย์” ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมี แต่เคยได้ยินชื่อ “การเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิก” กันบ้างไหม ถ้ายังไม่คุ้น วันนี้ ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบการเลี้ยงหมูที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าหมูอินทรีย์ทั่วไป และเป็นเทรนด์ที่น่าจับตาในกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน หากจะพูดถึงต้นแบบของการเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิกในเมืองไทย ชื่อของ “หมอฟิวส์-วานิชย์ วันทวี” ผู้ก่อตั้ง ว.ทวีฟาร์ม ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น คือหนึ่งในบุคคลต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าระบบนี้สำเร็จได้จริง หมอฟิวส์คือสัตวบาลคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสได้เดินทางไปฝึกงานที่เยอรมนี และได้ซึมซับแนวคิดการทำเกษตรกรรมยั่งยืนแบบยุโรปอย่างลึกซึ้ง เมื่อกลับมาบ้านเกิด เขาจึงไม่เพียงแค่มาสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ แต่มาเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า “เกษตรกรต้องไม่มองว่าตัวเองเป็นแค่เกษตรกร แต่ต้องมองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจเกษตร” หมอฟิวส์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์ม
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บรรยายพิเศษหัวข้อ เกษตรไทยยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วยดาต้า โตด้วยเทคโนโลยี ในงานครบรอบ 39 ปี ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน NEXT MOVE เกษตรไม่เหมือนเดิม’ ตอนหนึ่งว่า ภาคการเกษตรซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข คือต้นทุนการผลิตสูงจากราคาปัจจัยการผลิตที่ผันผวน ผลผลิตต่อไร่ต่ำ จากสภาพอากาศที่แปรปรวน และปัญหาโรคพืชโดยเฉพาะโรคใบด่างมันสำปะหลังที่กระทบผลผลิตอย่างรุนแรง สินค้าเกษตรยังขาดการแปรรูปและการเชื่อมโยงตลาด รวมทั้งขาดการถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นใหม่ ทำให้เกิดช่องว่างของแรงงานและความต่อเนื่องในอนาคต โอกาสของประเทศไทย เริ่มจากการยกระดับรายได้และประสิทธิภาพการผลิตคนในพื้นที่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวง อว. มีนโยบายลงทุนสร้างอนาคตให้ประเทศผ่านระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดยอาศัยความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาขับเคลื่อนองค์ความรู้และเทค
เมื่อพูดถึงเกษตรอินทรีย์ภาพที่หลายคนคุ้นเคย อาจเป็นเรื่องของการไม่ใช้สารเคมีและการผลิตอาหารที่ปลอดภัย แต่เมื่อโลกการเกษตรเปลี่ยนไป แนวคิดการผลิตก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการ “ลด” หรือ “เลิก” สิ่งที่ไม่ต้องการ หากกำลังขยับไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านจุลินทรีย์ เข้ามาจัดการปัญหาในระบบการผลิตอย่างเป็นระบบมากขึ้น หนึ่งในผู้ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องคือ ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้ทำงานส่งเสริมการลดหรือหยุดการใช้สารเคมีและลดสารพิษทางการเกษตร พร้อมได้รับเชิญจากหลายประเทศให้เดินทางไปเผยแพร่ความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และส่งเสริมแนวทางลดการพึ่งพาสารเคมีในการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ศ.ดร.เกษม เล่าว่า การวางรากฐานด้านการวิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำมาสนับสนุนระบบการผลิตที่ปลอดภัย โดยไม่ได้มองเฉพาะการผลิตในประเทศไทย แต่ยังมีการสร้างเครือข่ายกับสถาบันเกษตรอินทรีย์ในประเทศอินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และจีน เพื่อให้แต่ละแห่งทำ
กระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมกำลังผลักดันให้ภาคเกษตรกรรมไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เทคโนโลยีชาวบ้าน สังกัดข่าวสด ในเครือมติชน จึงได้จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปีภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีชาวบ้าน Next Move เกษตรไม่เหมือนเดิม” เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมอาคารข่าวสด เพื่อเปิดมุมมองและชี้ทิศทางอนาคตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในช่วงเวทีเสวนาเวลา 13.30–14.30 น. ที่พาผู้ฟังไปเจาะลึกตั้งแต่ประเด็น Carbon Footprint, Net Zero ไปจนถึง Carbon Credit ผ่านการแลกเปลี่ยนอย่างเข้มข้นระหว่างนักวิจัยเทคโนโลยีข้อมูล และตัวแทนชุมชนผู้ลงมือทำจริงในพื้นที่ ดร.อัมพร โพธิ์ใย นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตลาดคาร์บอน (DIT) มองว่า ประเด็นคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตรกรรายย่อยต้องเริ่มต้นด้วยการคิดคำนวณต้นทุนอย่างรอบคอบ ปัจจุบันตลาดในไทยยังเป็นภาคสมัครใจ ซื้อขายผ่านเกณฑ์มาตรฐาน T-VER ซึ่งราคาเฉลี่ยที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 85 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สิ่งที่เกษตรกรต้องระวังที่สุดคือ “ต้นทุนค่าจ้างผู้ตรวจประเมินภายนอก” หากเกษตรกรทำแปลงเดี่ยวเพียงไม่กี่ไร่ รายได้จากการขา
การทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกเลี้ยง หรือปลูกสิ่งที่มีราคาดีในตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจธรรมชาติ และค้นหาว่าสภาพแวดล้อมแบบใดเหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการเลี้ยงหรือปลูก เพราะเมื่อเข้าใจความต้องการของสิ่งมีชีวิต และเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสม ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอาชีพและมูลค่าเพิ่มทางการเกษตรได้ เช่นเดียวกับการเลี้ยง “ชันโรง” บน “เกาะช้าง” จังหวัดตราด ที่ได้นำความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ามาเป็นส่วนสำคัญ ในการพัฒนาการเลี้ยงแมลงผสมเกสรชนิดนี้ให้เติบโตตามธรรมชาติ คุณต้น – ขจรพงศ์ ชูปัญญานนท์ เจ้าของนิรามิสสุข เกษตรกรจังหวัดตราด เป็นอีกหนึ่งท่านที่นำประสบการณ์จากการทำสวนผลไม้มาต่อยอดสู่การเลี้ยงชันโรง โดยเริ่มจากการทดลองเลี้ยงหลายสายพันธุ์ ก่อนจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของรังและเรียนรู้ว่า แม้ชันโรงจะเป็นแมลงที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร แต่การนำมาเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมด้วย ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณต้นเริ่มมองหาพื้นที่ใหม่ จนพบว่าผืนป่าบนเกาะช้าง อาจเป็นคำตอบสำคัญของการเลี้ย
การทำเกษตรในยุคใหม่อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากพื้นที่ขนาดใหญ่เสมอไป หากแต่ต้องอาศัยการวางแผน การเลือกพืชให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของตนเอง รวมถึงการมองเห็นโอกาสทางการตลาดตั้งแต่ก่อนเริ่มลงมือปลูก หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจจากงานสัมมนา “เทคโนโลยีชาวบ้าน NEXT MOVE เกษตรไม่เหมือนเดิม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 คือเรื่องราวของ คุณอ้อ–สาวิตตรี สระทองเทียน เจ้าของ The Vanilla House จังหวัดนครปฐม ผู้เปลี่ยนความสนใจในวานิลลาให้กลายเป็นโอกาสในการทำเกษตรบนพื้นที่จำกัด พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองการสร้างมูลค่าจากพืชทางเลือกให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน คุณอ้อเล่าว่า เดิมทีตนเองมีพื้นฐานด้านอาหาร และประกอบอาชีพเกี่ยวกับการพัฒนาสูตรอาหารและผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง จึงมีความคุ้นเคยกับการใช้วัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะวานิลลา ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มเบเกอรี่ ขนมหวาน และอาหาร จุดเริ่มต้นของการปลูกวานิลลาเกิดจากความตั้งใจเพียงเล็กๆ ที่ต้องการปลูกไว้ใช้ในงานของตนเอง และแบ่งปันให้กับเชฟหรือผู้ประกอบการที่รู้จัก โดยวางแผนเริ่มต้นเพียง 20 ต้นเท่านั้น แต่เมื่อได้ศึกษาธ
กระแสปลูกผลไม้พรีเมียมกินเองกำลังมาแรง โดยเฉพาะ “บลูเบอร์รี่” ผลไม้ลูกเล็กสีฟ้าเข้มที่ขึ้นชื่อเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระสูง รสชาติหวานอมเปรี้ยว และราคาค่อนข้างสูงในท้องตลาด หลายคนอาจคิดว่าบลูเบอร์รี่ปลูกได้เฉพาะในประเทศเมืองหนาวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเข้าใจการปลูกบลูเบอร์รี่ในกระถางอย่างถูกต้อง และคอยศึกษาและเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศประเทศไทย ก็สามารถปลูกได้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมแนวทางการปลูกบลูเบอร์รี่ในกระถาง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมต้นพันธุ์ การเตรียมวัสดุปลูก การดูแลรักษา ตลอดจนการจัดการเพื่อให้ต้นแข็งแรงและสามารถออกดอกติดผลได้อย่างเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย การเลือกสายพันธุ์คือ “หัวใจ” ของการปลูกบลูเบอร์รี่ในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะบลูเบอร์รี่เป็นพืชเมืองหนาวที่ต้องการ “ชั่วโมงความหนาว” (chilling hours) เพื่อกระตุ้นการออกดอก หากเลือกสายพันธุ์ไม่เหมาะ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็อาจไม่ออกผล บลูเบอร์รี่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Highbush, Lowbush และ Rabbiteye ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความต้องการอุณหภูมิแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยทั่วไปกลุ
ทุกวันนี้แค่มีโทรศัพท์เครื่องเดียว ก็สร้างอาชีพ สร้างแบรนด์ และขายของได้แล้ว โดยเฉพาะบน TikTok ซึ่งกลายเป็นช่องทางการขายที่เกษตรกรไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะทำเกษตรอินทรีย์ เลี้ยงไก่ ปลูกผัก หรือแม้แต่ทำดินปลูกเอง ก็สามารถสร้าง “ตัวตน” ให้คนรู้จักและไว้วางใจ จนกลายเป็นลูกค้าได้ โดยเฉพาะสายเกษตร ที่หลายคนมองว่าเข้าถึงโซเชียลยาก จริงๆ แล้วกลับตรงกันข้าม เพราะเรื่องจริงจากสวน เรื่องจริงจากนา ถ้ารู้จักเล่าให้เป็น ก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากที่ไหน ใครที่อยากให้สวนไร่ของตัวเองมีคนรู้จัก หรืออยากขายของแบบไม่ต้องง้อหน้าร้าน ลองมาดูเทคนิคปั้น Personal Brand บน TikTok แบบง่ายๆ แต่ได้ผลจริงกันเลย ก่อนจะเริ่ม มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Personal Brand คือ “ภาพจำของคุณในสายตาคนอื่น” เช่น คนดูแล้วรู้เลยว่า “อ้อ นี่แหละ ลุงที่สอนปลูกพริกแบบไม่ใช้ปุ๋ยเคมี” เมื่อมีแบรนด์ส่วนตัวชัดเจน คนจะจดจำคุณได้ง่ายขึ้น กล้าซื้อสินค้าและแชร์คลิปของคุณต่อ เป็น “ฐานแฟนคลับ” ที่แน่นกว่าแค่คนผ่านมาเลื่อนดู ขั้นตอนสร้าง Personal Brand สายเกษตรบน TikTok แบบละเอียด 1. รู้จักจุดเด่นของตัวเองก่อน ก่อนจะเริ่มโพสต์ ลอ
ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ จะดีแค่ไหนถ้าทุกบ้านสามารถประหยัดรายจ่ายในครัวเรือนได้ ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ ด้วยการแบ่งพื้นที่เล็กๆ ปลูกพืชผักบางชนิดไว้กินเอง หรือลดพื้นที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นพืชผสมผสานเป็นกับข้าว เพื่อลดรายจ่ายต่อวันได้ และถ้าหากท่านสนใจอยากทำ จะมีเวลาน้อย เวลามากก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ขอเพียงแค่ลงมือทำ คุณคุณาวุฒิ แสงดาว หรือ พี่แอ๊ด อยู่ที่บ้านดู่น้อย หมู่ที่ 7 ตำบลโนนแดง อำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น เซอร์วิส เอ็นจิเนีย หัวใจเกษตร ใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำงานที่รัก เด่นที่การจัดสรรพื้นที่และการวางระบบเลือกปลูกพืชที่ดูแลจัดการง่าย แต่ให้ผลตอบแทนดี มีเวลาน้อยสามารถทำได้สบาย พี่แอ๊ด เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ปัจจุบันตนเองทำงานประจำที่บริษัทนำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งหนึ่ง ในตำแหน่ง เซอร์วิส เอ็นจิเนีย ซึ่งด้วยลักษณะของงานที่ต้องมีการลงพื้นที่ไปติดตั้งระบบอุปกรณ์เครื่องจักรกลการเกษตรให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ ทำให้ได้เห็นรูปแบบการทำเกษตรมามากมาย ก็ได้อาศัยข้อได้เปรียบที่มีอยู่เข้าไปศึกษาเรียนรู้ขอแนวทางการทำเกษตรจากเกษตรกรมืออาชีพที่ได้พบเจอตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปร
