เกษตรยั่งยืน
กระท่อมเล็กๆ โรงเพาะเห็ดในอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้ นวัตกรรม และแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในการเพาะเห็ดครบวงจร โดยมีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ นั่นคือ “คุณจุ๊บ–นัยนา ยังเกิด” เจ้าของ กระท่อมเห็ด ฟาร์ม@ไทรน้อย ที่ไม่ได้มองเห็นแค่ดอกเห็ดบนก้อนเชื้อ แต่เธอมองเห็นคุณค่าและโอกาสของเห็ดทั้งในมิติอาหาร สุขภาพ และเศรษฐกิจอนาคต ทำฟาร์มเห็ดเชิงธุรกิจ เพื่อสร้างอาชีพหลังเกษียณ คุณจุ๊บ เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มเห็ดเริ่มมาจากที่เป็นมนุษย์เงินเดือน และทำงานประจำอยู่สถาบันการเงินแห่งหนึ่ง และได้เห็นว่าคนที่เอาเงินมาฝากบั้นปลายชีวิตแต่ละคนอยากจะกลับไปทำเกษตร ทำเป็นฟาร์มเล็กๆ คุณจุ๊บจึงได้มุมมองว่าสุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องกลับมาหาธรรมชาติ ต่อมาได้ฟังเรื่องการทำเกษตรของในหลวงรัชกาลที่ 9 และหลักเศรษฐกิจพอเพียง ยิ่งเป็นการตอกย้ำความตั้งใจในการทำเกษตรเป็นอาชีพมากขึ้น คุณจุ๊บจึงมองไปถึงในอนาคตว่าต้องเลือกทำที่เหมาะกับผู้หญิง เพราะหากจะให้ออกกลางแดดคงไม่ไหว การเพาะเห็ดจึงเป็นตัวเลือกที่คุณจุ๊บมองว่าเหมาะเพราะมีความสวย และอยู่ภายในโรงเรือ
นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เชื่อแน่ว่าหลายคนที่อยู่ในวงการพืชปลอดสารพิษของจังหวัดชุมพร คงเคยได้ยินชื่อ “สวนศีล เกษตรอินทรีย์” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านเขาเหลียง หมู่ที่ 11 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร บรรดาสื่อมวลชนจึงใช้เวลาว่างในวันหยุด เดินทางไปเยี่ยมชมสวนเกษตรดังกล่าว โดยได้รับการเชื้อเชิญจากสองสามีภรรยา คือ คุณบุญส่ง วันเสือ หรือ “พี่ปื๊ด” หนุ่มใหญ่วัย 58 ปี และ คุณสุมนมาลย์ หนูพันขาว หรือ “น้องมน” วัย 44 ปี ที่ลงมือทำอาหารมื้อเที่ยงไว้เตรียมต้อนรับพวกเรา มีทั้งแกงส้มแตงโมอ่อนใส่เนื้อปลา แกงเลียงฟักกับฟักทองและข้าวโพด ต้มกะทิเนื้อหมู ผัดผักกวางตุ้งน้ำมันหอย และน้ำพริกลูกมะอึก ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่สุดแสนอร่อย พร้อมทั้งฟังเพลงไพเราะ จาก “วงสวนศีล เกษตรอินทรีย์ ครู คลัง ช่าง หมอ” ที่สมาชิกล้วนเป็นญาติพี่น้องของสองสามีภรรยา นอกจากนั้น พี่ปื๊ดยังแสดงฝีมือในการดริปกาแฟสดๆ ที่บดและคั่วเองกับมือให้สื่อมวลชนได้ดื่มด้วย ท่ามกลางแมกไม้นานาชนิดในสวนที่มีเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ พี่ปื้ด เปิดเผยว่า พื้นที่สวนเกษตรของพวกตนเป็นของ คุณแม่เริ่ม หนูพันขาว อายุ 77 ปี มารดาของน้องมน ซึ่งเป็น
ทุกวันนี้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยหรือผู้ที่กำลังฟื้นฟูร่างกาย นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว อาหารถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิต หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามกับวัตถุดิบที่อยู่บนจานว่า ปลอดภัยจริงหรือไม่? และมีคุณค่าทางโภชนาการมากเพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพหรือเปล่า คำถามเหล่านี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ คุณเต้-อัญชรี อัสววิมล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์ ประจำปี 2569 อดีตพยาบาลที่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล มาเป็นผู้ผลิตอาหารคุณภาพให้ผู้คนได้บริโภค หลังจากที่สามีล้มป่วย คุณเต้จึงหันมาให้ความสำคัญกับอาหารต้นทาง และเชื่อว่าการมีวัตถุดิบที่ปลอดภัยคือหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี จาก 4 ไร่ สู่ฟาร์มต้นแบบ ผลิตผักมาตรฐาน Organic Thailand คุณเต้ เล่าให้ฟังว่า เดิมประกอบอาชีพพยาบาล ก่อนจะออกจากงานมานานเป็น 10 ปี โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสามีป่วย ทำให้เริ่มศึกษาเรื่องอาหารและการผลิตวัตถุดิบที่ปลอดภัยจากสารเคมีอย่างจริงจัง “ตอนนั้นประมาณปี 2559 ถือว่าจริงจังเลย ที่จะทำแปลงปลูกผักอินทรีย์ ก็เลยมา
สวนส้มยอดดอย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรปลอดภัยแนวคิดใหม่ โดยนำวิถีชีวิตของเกษตรกรชาวสวนส้มเขียวหวานและวิถีชีวิตชนเผ่าม้ง มารวมกันและสื่อผ่านการดำเนินงานของ คุณพิทยา ว่างจิตเจริญ เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด BCG Model โดยสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ริมและสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมขับเคลื่อนกับหน่วยงานภาคี เพื่อบูรณาการเชิงพื้นที่ให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรปลอดภัย เพิ่มมูลค่าสินค้า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนแก่ชุมชน เดิมครอบครัวประกอบอาชีพรับจ้างแรงงานเกษตร ดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวไร่ ปลูกข้าวโพดเพื่อเลี้ยงสัตว์ และปลูกผักพื้นบ้านเพื่อบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริม มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ได้ซื้อที่ดินเป็นของครอบครัว จำนวน 30 ไร่ และเปลี่ยนมาปลูกผักเพื่อการค้าและยังชีพ ภายหลังรายได้ไม่แน่นอนเนื่องจากภาวะการตลาดในช่วงนั้น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและราคาไม่แน่นอน ทำให้บางปีได้กำไรสูง บางปีขาดทุน จนต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินในหมู่บ้าน ทำให้เป็นหนี้พอกพูนขึ้น ต้องส่งสินค้าเกษตรเองไปที่ตลาดใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางเพื่อให้ได้ราคาสูงโ
นนทบุรีอาจเป็นจังหวัดเล็กที่หลายคนจดจำผ่านภาพเมืองขยายตัว คอนโดมิเนียม และย่านเศรษฐกิจรอบกรุงเทพมหานคร แต่ภายใต้ภาพของเมืองใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ยังมีอีกด้านหนึ่งที่หยั่งรากลึกอยู่กับวิถีเกษตรกรรม โดยเฉพาะสวนผลไม้ยกร่องที่หล่อเลี้ยงเป็นพื้นที่สีเขียวและสร้างอัตลักษณ์ให้จังหวัดมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางแรงกดดันจากการขยายตัวของเมือง เกษตรกรรมนนทบุรีจึงไม่ใช่เรื่องของพื้นที่จำนวนมากอีกต่อไป แต่คือการสร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับพื้นที่ที่เหลืออยู่ ในวันที่ที่ดินทุกตารางวากลายเป็นทรัพย์สินราคาแพง การรักษาพื้นที่เกษตรเอาไว้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่คือการรักษาภูมิปัญญา วิถีชีวิต และของดีประจำถิ่นที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน อย่างเช่น “ทุเรียนนนท์” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผลไม้ราคาแพง หากแต่เป็นผลผลิตที่สะท้อนความละเอียดอ่อนของธรรมชาติ ความประณีตของชาวสวน และระบบนิเวศเฉพาะถิ่นที่หาไม่ได้จากที่อื่น คุณนิพิจ พินิจผล เกษตรจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า นนทบุรีมีพื้นที่รวมประมาณ 1,000,000 ไร่ แต่พื้นที่ที่ใช้ทำการเกษตรจริงมีเพียงราว 10% หรือประมาณ 99,901 ไร่เท่านั้น ภายในพื้นที่ดังกล่าวมีเกษตรกรประมาณ 10,0
ปัจจุบัน ชาวสวนกลุ่มเล็กๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออกได้รวมตัวกันจัดตั้ง “ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี” เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนที่อยากเปลี่ยนแปลง ปลูกผลไม้ร่วมกับธรรมชาติ เพื่อให้ได้ผลไม้คุณภาพดี มีรสชาติอร่อยและปลอดภัย จุดต่างที่ทำให้กลุ่มฯนี้ไม่เหมือนใคร เพราะทุกคนช่วยกัน ใครมีวัตถุดิบ ใครมีตลาด ใครมีโรงงาน ทุกสวนต่างช่วยกันเปิดตลาด ทั้งในประเทศและส่งออก ไม่แย่งกันขาย ร่วมแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งกลับเข้ากลุ่ม เพื่อยกระดับสวนสมาชิก โดยไม่ทิ้งใครไว้กลางทาง แม้ยังไม่เป็นเกษตรอินทรีย์ก็มีที่ยืน กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี ปลูกผลไม้ด้วยความรู้ ความรัก และความรับผิดชอบ สนใจเรียนรู้การตลาด การแปรรูป และการขนส่งด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุด แต่เพื่อศักดิ์ศรี ความมั่นคง และอนาคตของเกษตรกรไทยทุกคน กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี คือระบบเกษตรที่ไม่แข่งกันแต่ “แบ่งกันโต”เพราะเชื่อว่า การแบ่งปัน ไม่ใช่การเสียเปรียบ แต่เป็นการอยู่รอดไปด้วยกัน สร้างเศรษฐกิจพอดี ที่เติบโตไปด้วยกัน คือรากฐานของความยั่งยืน แกนนำ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี จุดเริ่มต้นของ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี เกิดจากการรวมตัวของแกนนำ 4 ราย ประกอบด้วย 1. คุณสุธีร์
องค์การบริหารส่วนตำบลพลับพลาไชย ( อบต.พลับพลาไชย ) อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการจัดการน้ำแล้ง น้ำท่วม โดยได้รับแรงบันดาลใจมาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างบูรณาการ เริ่มจากการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน ป่าต้นน้ำเสื่อมโทรม ภัยแล้ง น้ำท่วมก็ตามมา บ้านหนองการ้องหมู่ที่ 11 ตำบลพลับพลาไชย มีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรป่าต้นน้ำและแหล่งอาหารในการประกอบอาชีพของชาวบ้านหนองการ้องและชาวตำบลพลับพลาไชย แต่ที่ผ่านมาป่าต้นน้ำแห่งนี้ มีสภาพเสื่อมโทรมจากการบุกรุกป่า เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ทำให้ปริมาณต้นไม้ในป่าน้อยลง ส่งผลให้แหล่งอาหารจากป่าต้นน้ำลดลงแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาฝนทิ้งช่วง ในช่วงที่ฝนตกหนักก็เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน จนเกิดความเสียหาย อบต.พลับพลาไชย จึงต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ใช้ภา
“ผึ้ง” เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลายของพืชพรรณสูง ทำให้มีสายพันธุ์ผึ้งท้องถิ่นถึง 5 ชนิดจาก 8 ชนิดในทวีปเอเชีย ได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งพันธุ์ ผึ้งมิ้ม ผึ้งม้าน และชันโรงอีกกว่า 34 สายพันธุ์ ด้วยปัจจัยความหลากหลายทางชีวภาพนี้ ทำให้น้ำผึ้งไทยมีคาแร็กเตอร์และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับทักษะการทำเกษตรแม่นยำของคนไทย ยิ่งส่งเสริมให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง ทว่าปัจจุบันน้ำผึ้งไทยยังคงเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานการส่งออก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee Park) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และประธานภูมิภาคเอเชีย สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งนานาชาติ (International Federation of Beekeepers’ Association: Apimondia) สมาคมผึ้งโลกมีอายุกว่า 129 ปี กล่าวว่า แม้ตลาดน้ำผึ้งโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กลับคุ้นเคยและนิยมน้ำผึ้งพันธุ์ฝรั่งมากกว่า สาเหตุสำคัญมาจากมาตรฐานน้ำผึ้งสากล ซึ
“ข้าว” ยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่หล่อเลี้ยงคนไทยและสร้างรายได้ให้ประเทศมายาวนาน พื้นที่ปลูกข้าวของไทยครอบคลุมเกือบครึ่งประเทศ หรือราวร้อยละ 46.2 ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด แต่เบื้องหลังภาพความอุดมสมบูรณ์นั้น ชาวนาไทยจำนวนมากกลับยังเผชิญปัญหาหนี้สิน รายได้ไม่แน่นอน ต้นทุนการผลิตสูง และราคาข้าวที่ผันผวนอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ครัวเรือนเกษตรยังเป็นกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น ขณะที่ภาระหนี้สินครัวเรือนของชาวนาอยู่ในระดับสูงถึง 74.3% สวนทางกับต้นทุนการทำนาที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 5,174 บาทต่อไร่ ส่งผลให้ชาวนาหลายรายมีกำไรสุทธิลดลง และบางส่วนเริ่มทยอยออกจากอาชีพเกษตรกรรม จากปัญหาที่สะสมมายาวนานนี้ ดร.สาคร ชินวงศ์ หัวหน้าโครงการวิจัย พร้อมคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “การส่งเสริมความสามารถการผลิตข้าวคุณภาพและการบริหารจัดการเชิงธุรกิจแบบมีส่วนร่วมของชาวนาภาคตะวันตก” เพื่อยกระดับชาวนาไทยจากผู้ผลิตแบบดั้งเดิม สู่ “Smart Farmer” ที่สามารถบริหารจัดการต้นทุน วางแผนการผลิต และเชื่อมโยงตลาดไ
ปลายปี 2568 ใน “งานเกษตรกำแพงแสน” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้เปิดตัวข้าวโพดไร่ลูกผสมเดี่ยวพันธุ์ใหม่ ที่มีศักยภาพการให้ผลผลิตดี คือ “พันธุ์สุวรรณ 6480” เป็นผลงานของ รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ จอมพุก ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร กำแพงแสน โทรศัพท์ 086-981-8658 E-mail: [email protected] ข้าวโพดไร่ลูกผสมเดี่ยวพันธุ์สุวรรณ 6480 ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวโพดไร่พันธุ์แท้เกษตรศาสตร์ 66 (Ki 66) กับ พันธุ์แท้เกษตรศาสตร์ 67 (Ki 67) โดยพันธุ์แท้เกษตรศาสตร์ได้รับการปรับปรุงพันธุ์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 และเริ่มทดสอบผลผลิตของคู่ผสมพันธุ์สุวรรณ 6480 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 จนถึงปี พ.ศ. 2566 โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่องจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เป็นเวลา 8 ปี การนำไปใช้ประโยชน์ ข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 6480 จะให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,600 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วสามารถปลูกในดินนาฤดูแล้ง เพื่อทดแทนการปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ภาคกลางเขตชลประทานได้ด้วย โดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,450 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งเป็นเพิ่มผลผลิตข้าวโพดให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภ
