Exclusive
หากพูดถึงร้านที่ผู้บริโภคเชื่อใจเรื่องอาหารปลอดภัย ชื่อของ “Lemon Farm” มักถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ไม่ใช่เพราะภาพลักษณ์ของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเรื่องราวเบื้องหลังที่ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภคที่เชื่อในคุณค่าของอาหารจากธรรมชาติ วันนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเล็ก – สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ เรื่องราวจึงไม่ใช่แค่บทสัมภาษณ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการถอดบทเรียนจากผู้หญิงคนหนึ่งที่เลือกเดินบนเส้นทางเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่วันที่คำว่า “ออร์แกนิก” ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จนถึงวันนี้ที่ Lemon Farm กลายเป็นพื้นที่เชื่อมโยงคนปลูกกับคนกินเข้าไว้ด้วยกัน จากความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากให้ครอบครัวและผู้คนรอบตัวได้กินอาหารที่ปลอดภัย สู่การสร้างเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ทั่วประเทศ Lemon Farm เติบโตด้วยความเชื่อ ความอดทน และความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ สั่งสม วันนี้จะพาทุกท่านไปสัมผัสแนวคิด ประสบการณ์ และหัวใจของการทำงาน ที่ยังคงยึดมั่นว่า “อาหารที่ดี” ต้องดีต่อทั้งคนกิน คนปลูก และผืนดินไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็น Lemon Farm ที่รู้จักในทุกวันนี้ คุณเล็กย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการก่อร่างสร้าง Le
เชื่อว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นกระแสความแรงของ “ผำ” พืชน้ำพื้นบ้านของไทยที่ถูกยกระดับสู่ “พืชแห่งอนาคต” ด้วยจุดเด่นด้านโปรตีนที่สูงลิ่ว จากเมนูท้องถิ่นดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ มาวันนี้ “ผำ” ถูกจับมาแต่งตัวใหม่กลายเป็น Superfood สัญชาติไทย ที่เนื้อหอมจนดึงดูดทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้กระโดดเข้ามาลงเล่นในตลาดนี้อย่างน่าสนใจ แต่หลังจากผ่านช่วงกระแสมาแล้ว ทิศทางต่อจากนี้ของผำไทยจะเป็นอย่างไร เทคโนโลยีชาวบ้าน ชวนพูดคุยกับ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อีกครั้ง เพื่อเจาะลึกภาพรวมอุตสาหกรรม ถอดรหัสโอกาส และมองหาทิศทางที่แท้จริงว่า ตลาดผำจะไปต่อทางไหนให้ยั่งยืน มีคำตอบพร้อมกันที่นี่ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวถึงทิศทางของ “ผำ” ในประเทศไทยว่า หากมองภาพรวมตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดกระแสเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน ผำเริ่มถูกจับตามองในฐานะพืชเศรษฐกิจใหม่ และเริ่มก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรมากขึ้น จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน พบว่าอุตสาหกรรมผำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โด
ในโลกของสินค้าเกษตร “แตงโม” อาจเป็นเพียงผลไม้ธรรมดาที่ใครหลายคนมองว่าแข่งขันกันด้วยราคา และมีกำไรต่อผลเพียงไม่กี่บาท แต่สำหรับ “ณิชชา ชามม์” ผู้ก่อตั้งแบรนด์แตงโมพรีเมียม “ณิชชา ชาม์ม” พิสูจน์ให้เห็นว่า หากรู้จักสร้างความแตกต่างและใส่ใจในคุณภาพ สินค้าเกษตรธรรมดาก็สามารถยกระดับเป็นธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้านบาทได้ จากจุดเริ่มต้นในฐานะแม่ค้าขายผักในตลาดสด สู่การเป็นผู้บุกเบิก “แตงโมสเปเชียลตี้” ของประเทศไทย วันนี้ธุรกิจ “ณิชชา ชามม์” สร้างรายได้ถึง 30-40 ล้านบาทต่อปี และกลายเป็นต้นแบบของผู้ประกอบการเกษตรที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนผลไม้พื้นฐานให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ผู้บริโภคยอมจ่าย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสพูดคุยกับ คุณณิชชา แก้วสุริยา ผู้ก่อตั้งบริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด หญิงแกร่งผู้สวมบทบาททั้งเกษตรกร นักพัฒนาสายพันธุ์ และนักธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “แตงโมพรีเมียม” แบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในฐานะแม่ค้าขายผักในตลาดสด สู่การสร้างธุรกิจจากศูนย์ด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่มองเห็นคุณค่าของผลผลิตทางการเกษตร วันนี้เธอสามารถพัฒน
ดุ๊ก–ภาณุเดช วัฒนสุชาติ อดีตนักแสดงที่หลายคนคุ้นหน้า วันนี้เขาไม่ได้อยู่แค่ในบทบาทบนหน้าจออีกต่อไป แต่กำลังเปิดอีกมุมของตัวเองให้เราได้รู้จักมากขึ้น นั่นคือความหลงใหลในงานศิลปะการตกแต่งบ้านและสวน แม้ตอนนี้จะยังไม่ขอนิยามตัวเองว่าเป็นนักจัดสวนเต็มตัว แค่บอกว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ชอบงานอาร์ต และ “จัดสวนได้นิดหน่อย” เท่านั้น แต่ความจริงแล้วความชอบนี้อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก และค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับชีวิต จนเมื่อวงการทีวีเริ่มซบเซา เขาจึงตัดสินใจหันมาทำสิ่งที่รักอย่างจริงจัง งานจัดสวนที่เริ่มจากความชอบส่วนตัว ค่อยๆ พัฒนา จนไปสะดุดตาเพื่อนๆ และพี่ๆ ในวงการ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เส้นทางสายนี้ชัดเจนขึ้น และต่อยอดเป็นอาชีพในที่สุด พี่ดุ๊กเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้แบบเรียบง่ายว่า จริงๆ แล้ว ‘งานจัดสวน’ เป็นแพชชันที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อเป็นคนรักต้นไม้ ที่บ้านมีเรือนกล้วยไม้ ก็เลยได้คลุกคลีอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ตั้งแต่การเพาะชำเล็กๆ ไปจนถึงการลองตัดกิ่งไม้จากบ้านเพื่อนๆ หรือคนรู้จัก มาปักชำภายในเรือนกล้วยไม้ของพ่อ พอเห็นต้นไม้ที่ปลูกไว้ค่อยๆ เติบโต ความสุขเล็กๆ แบบนั้นทำให้
ประเทศไทยยังคงเผชิญโจทย์ใหญ่ด้าน “ปุ๋ย” ในฐานะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ภาพรวมไทยนำเข้าปุ๋ยมากกว่า 90% หรือราว 6 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะ “ยูเรีย” ซึ่งเป็นปุ๋ยหลักสำหรับนาข้าว มีการนำเข้าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 2–2.5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท แหล่งนำเข้าหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันไทยยังนำเข้าจากประเทศใกล้เคียง เช่น จีน บรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างปุ๋ยไทยที่ผูกโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เปิดแหล่งใหม่กระจายความเสี่ยง สร้างอำนาจต่อรองราคา นายรพีภัทร์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ท่ามกลางความผันผวน รัฐบาลเริ่มขยับเชิงรุก โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญผู้ประกอบการนำเข้าปุ๋ยรายสำคัญเข้ามาหารือ เพื่อหาแนวทางกระจายแหล่งนำเข้า โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย พร้อมประเมินผลกระทบระยะยาว หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือการเปิดโอกาสเจรจากับประเทศผู้ผลิตรา
ท่ามกลางความผันผวนของโลกในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ แม้จะดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจกลับส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคการเกษตรของไทยซึ่งเชื่อมโยงกับทั้งพลังงาน ปัจจัยการผลิต และการค้าโลก จึงไม่อาจหลีกพ้นจากแรงกดดันดังกล่าวได้อย่างแท้จริง นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สะท้อนภาพสถานการณ์ว่า แม้สงครามจะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ผลกระทบระดับโลก” โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลก รวมถึงก๊าซแอลพีจีและพลังงานรูปแบบอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เมื่อพลังงานมีราคาแพงขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ต้นทุนการขนส่ง” ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เส้นทางขนส่งสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซเผชิญกับความไม่แน่นอน ทำให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบเพียงการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลโ
เก้ากลิ่น ได้เริ่มต้นจากการคัดสรรดอกไม้คุณภาพ 9 ชนิดมาปรุงแต่ง จนเป็นกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อนำมาปรุงผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ ภายใต้ แบรนด์เก้ากลิ่น ให้มีกลิ่นหอมและสรรพคุณที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย วัตถุดิบธรรมชาติคุณภาพคัดพิเศษจากแหล่งธรรมชาติ และผ่านกระบวนการผลิตสมัยใหม่ที่มีคุณภาพและมาตรฐานรับรองเพื่อให้ผู้บริโภควางใจถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งาน คุณจันทนา วิชัย เจ้าของแบรนด์เก้ากลิ่น เล่าว่า อดีตเป็นอาจารย์สอนทางด้านเครื่องหอมที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา มีความสามารถในการทำน้ำอบไทย น้ำปรุง แป้งร่ำ ชุดเครื่องหอมราชสำนักกรุงเก่า และเป็นผู้คิดค้นปรับปรุงสูตรน้ำปรุง น้ำอบไทยต่างๆ เพื่อพัฒนางานภูมิปัญญาไทยให้มีคุณภาพ ปัจจุบันได้รับการจดอนุสิทธิบัตร เรื่องน้ำหอมจากมะกรูดไทย โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา วัตถุดิบที่เลือกใช้ในผลิตภัณฑ์เก้ากลิ่นเป็นเกรดพรีเมียมที่ได้รับการรับรองเท่านั้น เพราะเชื่อว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำมาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตำนานเครื่องหอมเก้ากลิ่นอยุธยา เป็นสิ่งที่นำมาประกอบกันทำให้เกิดกลิ่นห
เริ่มต้นจากการหลงใหลในดีไซน์ของต้นไม้สู่การสร้างอาชีพ ถือเป็นสาย Youtuber ที่มีใจรักในธรรมชาติ หันมาสนใจการปลูกผัก ดีไซน์ให้เหมาะกับคนเมือง แม้มีพื้นที่น้อยก็เริ่มต้นได้ไม่ยาก เพียงแค่เลือก “การปลูก” ให้เหมาะกับตัวเอง คุณเจมส์-ปทาน อุ้มมีเพชร เจ้าของ james500 organic farm style หนุ่มยูทูบเบอร์มาดกวน หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Fedfe Boyband ด้วยคาแร็กเตอร์ที่มาพร้อมกับความโหด มัน ฮา ที่สร้างสีสัน เสียงหัวเราะ ถึงหน้าจะดูโหดแต่อยู่ในโหมดรักต้นไม้นะจ๊ะ คุณเจมส์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ James 500 Organic Farm Style ว่าเกิดจากความสนใจส่วนตัวในช่วงวัยรุ่น ซึ่งชื่นชอบการปลูกต้นไม้ สร้างสวนป่า และสะสมไม้แปลก ไม้ด่าง รวมถึงชื่นชอบงานดีไซน์แบบอาร์ตและป๊อปเป็นพิเศษ ความสนใจนี้ทำให้เขาหลงใหลใน “ฟอร์มและดีไซน์ของต้นไม้” ไม่ว่าจะเป็นต้นพญาไร้ใบที่อยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีใบ หรือพืชที่มีสีสันและรูปทรงแปลกตา เช่น ปะการังบนบก ต่อมาเมื่ออยากพัฒนากิจกรรมดังกล่าวให้เป็นอาชีพ เขาได้ศึกษาทฤษฎี เศรษฐกิจพอเพียง และเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ปลูก ว่าพืชเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์หรือบริโภคได้หรือไม่ เขาจึงเริ่มโฟกัสไปที่ ต้นไ
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียด “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญของภาคเกษตรไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ โดย นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ชี้ให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนว่า ความไม่แน่นอนของราคาปุ๋ยในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก หากแต่มีต้นตอมาจากปัจจัยระดับโลก ทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังคงยืดเยื้อ แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับราคาปุ๋ย แต่ในแง่ของปริมาณ นายกสมาคมฯ ยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงมีปุ๋ยในสต๊อกเพียงพอ สำหรับการใช้งานประมาณ 2-2 เดือนครึ่ง โดยข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขของหน่วยงานภาครัฐอย่างกรมการค้าภายในและกรมวิชาการเกษตร ซึ่งตัวเลขสต๊อกที่แท้จริงนั้น ภาคเอกชนไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง เนื่องจากถือเป็นข้อมูลเชิงความมั่นคงที่อยู่ในความดูแลของภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่บริหารจัดการภาพรวมของประเทศ ในอีกด้านหนึ่ง นายกองเอก เปล่งศักดิ์ เล่าว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญยังคงมาจากสถานก
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะมาพูดถึง ปัญหา PM2.5 กลายเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนืออย่างจังหวัดเชียงใหม่ ที่ต้องเผชิญกับหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นประจำแทบทุกปี ควันจำนวนมากเกิดจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร การเผาใบไม้แห้ง และการจัดการเศษพืชในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน ฝุ่น PM2.5 สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดได้ง่าย ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้หลายคนจะพยายามป้องกันตัวเองด้วยการใช้หน้ากากหรือเครื่องกรองอากาศ แต่สำหรับคนจำนวนมากในชุมชน โดยเฉพาะชาวบ้านในชนบท การหลีกเลี่ยงฝุ่นควันเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หลายครอบครัวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลพิษที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง จากปัญหานี้เอง จึงเกิดเป็นแนวคิดของ “โครงการพอใจดี” โครงการเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนสามคนที่ต้องการแก้ปัญห
