ประมง
ท่ามกลางกระแสการระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังแหล่งน้ำหลายพื้นที่ของไทย จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์และภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ ล่าสุดนักวิชาการเริ่มชี้ให้เห็นว่า ภายใต้วิกฤตครั้งนี้อาจยังมี “โอกาส” ซ่อนอยู่ ทั้งในด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป รวมถึงการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจชุมชนและการฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์มีโอกาสสัมภาษณ์ ผศ.ดุสิต เอื้ออำนวย หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์และประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการคุณภาพน้ำ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเลี้ยงกุ้งในระบบ co-culture มาตอบข้อสงสัยรวมไปถึงการรับมืออย่างไรได้บ้าง กับการระบาดของปลาหมอคางคำในขณะนี้ ทำความรู้จัก “ปลาหมอคางดำ” เอเลี่ยนสปีชีส์…ที่มีความอดทน ปลาหมอคางดำ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron (Blackchin tilapia) เป็นปลาน้ำกร่อยที่พบในเขตปากแม่น้ำและทะเลสาบชายฝั่งของแอฟริกาตะวันตก ลักษณะทั่วไป เป็นปลาในกลุ่มปลานิล มีลักษณะเด่นคือ มีกระดูกสันหลั
ปลากะพงขาว (Lates calcarifer) เป็นปลาชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งของประเทศไทย เนื่องจากเนื้อมีรสชาติดี มีความนิยมในการบริโภคสูง อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้อยู่ในแหล่งน้ำที่มีระดับความเค็มแตกต่างกันได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่น้ำทะเลเค็มจัด ไปจนถึงน้ำจืดสนิทได้ ลักษณะโดยทั่วไปของปลากะพง มีรูปร่างลำตัวหนา ลำตัวแบนข้าง หัวมีขนาดประมาณ 1 ส่วน 4 ของลำตัว ดวงตามีขนาดใหญ่ และมีจะงอยปากแหลม ขากรรไกรล่างยื่นยาวกว่าขากรรไกรบนเล็กน้อย สามารถขยายอุ้งปากได้กว้างเกือบเท่าความลึกของลำตัว โดยธรรมชาติปลากะพงขาวเป็นปลาในกลุ่มกินเนื้อเป็นอาหาร (carnivorous) โดยอาหารหลักของปลากะพงขาวตามธรรมชาติจะได้แก่ ปลา กุ้ง และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำ และมีขนาดเล็กกว่าปากของปลากะพงขาว ในปัจจุบันปลากะพงขาว ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเนื่องจากสามารถเพาะพันธุ์ได้คราวละมากๆ และมีผู้เพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่ายลูกพันธุ์ที่หลากหลาย โดยปลากะพงขาวเป็นปลาที่สามารถเลี้ยงได้ง่าย โตเร็ว มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง กินอาหารได้หลากหลาย ประกอบกับการที่ปลากะพงเป็นปลาที่มีรสชาติ
ปลาช่อนทะเล (Cobia) ปัจจุบันสามารถผลิตลูกพันธุ์เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงได้อย่างต่อเนื่องด้วยปลาช่อนทะเลมีคุณลักษณะที่ดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค อาทิ เป็นปลาเนื้อขาว มีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว (DHA) จึงได้รับฉายาว่า “Black Salmon” สามารถนำไปรังสรรค์เมนูอาหารได้หลากหลาย และยังนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ เช่น ปลาช่อนทะเลแดดเดียว สเต๊กปลาช่อนทะเล หรือซาชิมิ ที่เป็นเมนูยอดฮิต ผ่านกรรมวิธีการแปรรูปด้วยวิธี “รีดเลือด” (Ikejime) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อคงความสดใหม่ ลดกลิ่นคาว และรักษาคุณภาพปลา ช่วยยกระดับให้เป็นปลาช่อนทะเลเกรดพรีเมียมจึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยราคาตลาดในขณะนี้ หากเป็นปลาช่อนทะเลทั้งตัวมีราคาการจำหน่ายอยู่ที่ 180 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อนำมาแปรรูปโดยวิธีดังกล่าวสามารถเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายได้ถึง 250 บาทต่อกิโลกรัม หรือจำหน่ายในรูปแบบซาชิมิพร้อมรับประทาน ราคาเนื้อปลาช่อนทะเลจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท นับเป็นโอกาสสำคัญ ในการสร้างอาชีพและสร้าง
รายงานข่าว โดย กาญจนา จินตกานนท์ /ตราด “หอยนางรมท่าโสม” มีแหล่งเพาะเลี้ยงที่ ต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด สร้างรายได้ให้จังหวัดปีละ 6 ล้านบาทเศษ เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีอัตลักษณ์ของจังหวัดตราด สำนักงานประมงจังหวัดตราดได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนใช้ตราสัญญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อ 25 ธันวาคม 2567 (มีผลตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2565) ชื่อสินค้า หอยนางรมท่าโสม (Tha Som Oyster หรือ Hoi Nang-rom Tha-Som) เป็นหอยนางรมพันธุ์เล็กหรือหอยนางรมปากจีบ (Oyster) ”อ่าวท่าโสม”…เลี้ยงหอยได้คุณภาพ ว่าที่ ร.ต.หญิง พลอยณิศา พวงบุปผา ประมงอำเภอเขาสมิง จ.ตราด ให้ข้อมูลว่า พื้นที่การเลี้ยงหอยนางรมท่าโสม อยู่บริเวณอ่าวท่าโสมแม่น้ำเวฬุ เป็นเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมที่อุดมสมบูรณ์ ครอบคลุมพื้นที่ ต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด ใน 4 หมู่บ้าน คือ บ้านท่าโสม บ้านละมีบ บ้านสลัก และบ้านอ่างกระป่อง มีพื้นที่เลี้ยงหอย 1,527 ไร่ ปี 2568 มีผู้ขอเช่าพื้นที่เลี้ยงหอยนางรม 63 ราย พื้นที่เช่า 196.25 ไร่ ผลผลิตจำนวน 860 ตัน ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 7 บา
ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ กรมประมงได้ออกมาเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นได้ง่าย ในช่วงที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคุณภาพน้ำที่ลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น และความเครียดของสัตว์น้ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดทางให้เชื้อโรค และปรสิตเข้าทำลายได้มากกว่าปกติ โรคกลุ่มแรกที่ต้องจับตาคือโรคจากปรสิต ซึ่งพบได้ทั้งในปลาน้ำจืดและสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส และเห็บปลา อาการที่มักพบคือสัตว์น้ำมีพฤติกรรมผิดปกติ ว่ายน้ำถูตัวกับขอบบ่อ ลอยตัวเหนือน้ำ หายใจถี่ เหงือกซีด กินอาหารลดลง และบางครั้งอาจมีจุดแดงหรือแผลถลอกตามลำตัว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจลุกลามจนเกิดความเสียหายต่อทั้งบ่อเลี้ยง แนวทางสำคัญคือการรักษาความสะอาดของบ่อ กำจัดตะกอนเศษอาหาร ควบคุมคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ และใช้สารเคมีตามคำแนะนำอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน “โรคจากเชื้อแบคทีเรีย” ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่มักระบาดในช่วงน้ำเสื่อมคุณภาพ โรคตัวด่างเป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อย สัตว์น้ำจะมีผิวหนังบวมแดง มีแผลด่างขาว และอาจลุกลามเป็นแผลลึกภายในเว
ปลากัดเป็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ไทยแท้ ที่อยู่ในวิถีชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนาน มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเป็นสัตว์น้ำส่งออกที่มีบทบาททางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นปลากัดได้รับความนิยมจากผู้เลี้ยงปลาสวยงามทั่วโลก เพราะมีสวยงาม เลี้ยงง่าย ราคาไม่แพง ปลากัดไทย …..สัตว์น้ำทำเงิน ที่ผ่านมา เกษตรผู้เพาะเลี้ยงปลากัดในประเทศไทยต่างมีความรู้ความสามารถในด้านการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความแปลกใหม่ของสีสันและลวดลายอยู่เสมอทำให้ปลากัดไทยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก มีมูลค่าและปริมาณส่งออกสูงเป็นอันดับ 1 ของสัตว์น้ำสวยงามจากประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยมียอดการส่งออกปลากัดมากกว่า 20 ล้านตัวต่อปี มูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาทต่อปี จึงสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร และผู้สนใจเพาะเลี้ยงปลากัดทั่วประเทศ ปกติปลากัดเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยอยู่แล้ว แต่ด้วยสีสันที่แปลกแตกต่างไม่เหมือนกันในแต่ละตัว ทำให้ปลากัดกลายเป็นปลาที่ได้รับความนิยม นำขึ้นมาเลี้ยงตู้ โหล ขวด แล้วแต่ภาชนะที่ผู้เลี้ยงสะดวก และเป็นที่เข้าใจกันว่า ปลากัด เลี้ยงง่าย ตายยาก แต่ผู้เลี้ยงหลายร
ในช่วงเวลาที่โลกของการเกษตรต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจ ภาวะภูมิอากาศ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอด เกษตรกรยุคใหม่จึงไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดทรัพยากรเดิมให้เกิดมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงได้อย่างยั่งยืน หนึ่งในแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพ คือเกษตรผสมผสานที่เชื่อมโยงทั้งพืช สัตว์ และตลาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ คุณทศพล รุ่งเรืองใบหยก เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จังหวัดยะลา ประจำปี 2568 สะท้อนภาพของการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้ความรู้ การวิเคราะห์ และการจัดการ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาชีพเกษตร โดยเฉพาะการยกระดับ “ปลาพลวงชมพู” จากปลาท้องถิ่นในลำธารป่าฮาลาบาลา ให้กลายเป็นสัตว์น้ำมูลค่าสูงที่เชื่อมโยงกับตลาดการท่องเที่ยวในอำเภอเบตงได้อย่างน่าสนใจ ราคายางผันผวน สู่ฟาร์มปลาทำเงิน คุณทศพล เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้ ไม่ได้เกิดจากความตั
คุณสมใจ ไวทยกุล เกษตรกรจังหวัดปทุมธานี หญิงวัยเกษียณที่มากด้วยความสุข จากสิ่งที่เธอทำ คือ การเลี้ยงปลา ซึ่งภายใน 1 บ่อ จะปล่อยปลามากกว่า 3 ชนิด ปลาสามารถเจริญเติบโตได้ดี การเลี้ยงของเธอทำให้อัตราการรอดของปลาค่อนข้างสูง เน้นให้อาหารที่หาได้จากชุมชนและที่สำคัญเมื่อปลาโตจำหน่ายได้ราคา คุณสมใจ เล่าให้ฟังว่า ไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตจะได้มาเลี้ยงปลาแบบที่เป็นอยู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ดำรงชีวิตเป็นแม่บ้าน แต่เนื่องจากพี่ชายของเธอมาขอยืมที่ดินเพื่อเลี้ยงปลา ต่อมาพี่ชายเสียชีวิตเธอจึงได้หันมาประกอบอาชีพนี้โดยตรง “ช่วงแรก ประมาณปี ’54 หลังจากที่ต้องมาเลี้ยงต่อจากพี่ชาย ช่วงนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก ปลาก็จะต้องหากินเอง เรียกง่ายๆ ว่า ยังไม่มีความพร้อมทำด้านนี้มากนัก พออายุปลาครบกำหนดจำหน่ายได้ ก็ให้เขามาจับไปทั้งบ่อ คราวนี้เราก็เลยเริ่มที่จะมาทำด้านนี้เต็มตัว โดยเริ่มตั้งแต่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เริ่มปล่อยลูกปลาขนาดเล็กๆ ไปเลย” คุณสมใจ เล่าถึงความเป็นมา เมื่อคิดที่จะทำสัมมาอาชีพนี้อย่างจริงจัง การศึกษาหาความรู้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณสมใจ บอกว่า จึงเข้าสอบถามข้อมูลกับประมงในพื้นที่ และอาศั
ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และกำลังซื้อในภูมิภาคที่ชะลอตัว ภาพสะท้อนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในพื้นที่ภาคอีสานกำลังบอกเล่า “ทางรอด” ที่ไม่ง่ายนักในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตสำคัญที่สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นปีละนับพันล้านบาท แต่ล่าสุดกลับต้องเผชิญภาวะตลาดเงียบเหงาอย่างผิดปกติ คุณทิเบต-ฤทธิเกียรติ นาชัยฤทธิ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งตลาดกุ้งคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ขยับขึ้นเกือบแตะลิตรละ 50 บาท ส่งผลโดยตรงต่อระบบขนส่ง ทำให้พ่อค้าคนกลางรับซื้อและกระจายสินค้าไปยังพื้นที่อื่นได้ยากขึ้น แรงกระเพื่อมดังกล่าวยิ่งชัดเจนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติถือเป็นช่วงพีกของการบริโภค แต่ปีนี้กลับสวนทางอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาลดลง ทำให้กำลังซื้อในพื้นที่หดตัวอย่างมีนัยสำคัญ คุณทิเบตสะท้อนภาพว่า ปริมาณรถยนต์ที่ผ่านหน้าบ้าน “แทบจะนับจำนวนคันได้” สะท้อนการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษ
ปลากาดำ ทางภาคเหนือเรียกว่า ปลาเพี้ย ส่วนทางภาคอีสานเรียกว่า ปลาอีตู๋ หรือ อีก่ำ จัดอยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) เป็นปลาน้ำจืดขนาดกลาง ลำตัวเรียวยาวแบนข้าง พื้นลำตัวสีม่วงดำหรือน้ำเงินดำ เกล็ดมีขนาดใหญ่คลุมตลอดลำตัวยกเว้นส่วนหัว หัวปลากาดำเรียวแหลม ปากยืดหดได้ ไม่มีฟัน ริมฝีปากบนและล่างเป็นหยัก มีติ่งเนื้อเป็นฝอยสั้นๆ อยู่รวมกันเป็นกระจุก มีหนวด 2 คู่ ครีบหลังมีขนาดใหญ่และสูง ครีบหู ครีบท้อง และครีบก้น เรียวยาวและมีขนาดไล่เลี่ยกัน ครีบหางยาวเป็นแฉกเว้าลึก ครีบทุกครีบมีสีดำ ปลากาดำพบได้ในแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหลทั่วประเทศ เป็นปลาที่มีพฤติกรรมว่ายแทะเล็มตามหินและชอบกัดเกล็ดของปลาอื่น กินตะไคร่น้ำและซากพืชซากสัตว์เป็นอาหาร ในด้านของการนำมาประกอบอาหารนั้นปลาชนิดนี้เป็นปลาที่มีรสชาติอร่อยจึงนิยมบริโภคภายในครัวเรือนในภาคเหนือ ทำเป็นประเภทลาบ จากความนิยมนี้เองจึงทำให้ปลากาดำในปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกันมากขึ้น เพื่อขายเป็นตลาดปลาสวยงามและเลี้ยงเป็นปลาเนื้อเพื่อสร้างรายได้ในครัวเรือน คุณจิรพงศ์ ลือวัฒนานนท์ หรือ คุณจระเข้ เจ้าของลือวัฒนาฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 216 หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอ
