Exclusive
วันนี้อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องความอร่อย แต่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม คุณภาพ มาตรฐาน และความคิดสร้างสรรค์ มาร่วมเจาะลึกอนาคตอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทย ที่กำลังได้รับความสนใจจากเวทีโลก ผ่านมุมมองของ คุณประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร (CEO) ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรระดับโลก ควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ ตั้งแต่การวิจัยพันธุกรรมสัตว์ ธุรกิจอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ในระบบปิดที่ทันสมัย ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม ความยั่งยืน และคุณภาพความปลอดภัยระดับสากล สถานการณ์ตลาดโลก ทุกประเทศเริ่มคิดถึง ความมั่นคงทางอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ หากตัวเองทำไม่ได้ ไม่มีพื้นที่เพียงพอในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ก็มองหาพาร์ตเนอร์ที่ไว้ใจได้ เรื่องสิ่งแวดล้อมแม้มองดูว่าจะดร็อปลงไป เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก แต่จริงๆ แล้วประเทศในโซนยุโรปก็ยังคงเดินหน้าเหมือนเดิม แต่เพราะมี Crisis อาจจะเลื่อนการบังคับใช้ออกไปบ้าง ทุกวันนี้ ผู้คนทั่วโลก
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “ผำ” หรือไข่น้ำ กลายเป็นพืชเศรษฐกิจดาวรุ่งที่คนไทยรู้จักกันมากขึ้น ในฐานะหนึ่งในพืชอาหารที่มีโปรตีนสูง และถูกจับตามองในฐานะทางเลือกใหม่ด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก แต่ในอนาคต บทบาทของผำอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเป็นซูเปอร์ฟู้ดเท่านั้น หากยังมีศักยภาพก้าวสู่การเป็น “พืชคาร์บอนต่ำ” ที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ด้วยคุณสมบัติที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตรวดเร็ว ใช้น้ำน้อยเมื่อเทียบกับพืชหลายชนิด และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผำจึงถูกมองว่าเป็นพืชแห่งอนาคตที่อาจมีบทบาททั้งในมิติอาหาร สิ่งแวดล้อม และการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีรอยเท้าคาร์บอนต่ำ มากขึ้นเรื่อยๆ ดร.อันนา ปาจรียางกูร Co-Founder ของ Dr. WellnessX ฟาร์มผำแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2021 บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำเนินการในรูปแบบฟาร์มระบบกึ่งปิด โดยใช้บ่อขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 8 เมตร จำนวน 13 บ่อ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบเพาะเลี้ยงผำขนาดใหญ่ของประเทศไทย สามารถ
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านพามาทำความรู้จักกับ เรื่องราวของ “คุณวิลาศ จุลกัลป์” หรือ “ลุงวิลาศ” เจ้าของ Wasunthara Eatery Farm บ้านวสุนธารา จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสันทราย กระแสดังโอมากาเสะดอกไม้ ศิลปะกินได้ ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเชฟ หรือเกษตรกรมืออาชีพ แต่เริ่มจาก “ความตั้งคำถามกับชีวิต” “วสุนธารา” มาจากคำว่า “วสุ” ที่แปลว่าแผ่นดิน และ “ธารา” ที่แปลว่าน้ำ สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติ – ดิน น้ำ และฟ้า – เปรียบเสมือน “ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” ที่ต้องดูแลด้วยใจ จากลูกชาวนา สู่คนเมือง และการกลับมาที่มุ่งมั่น ลุงวิลาศ เล่าว่า ปัจจุบันอายุ 61 ปี เป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอไชยา เติบโตมาในครอบครัวชาวนา แต่ในวัยเด็กกลับไม่อยากเดินตามเส้นทางเดิม เพราะมองว่าชีวิตเกษตรกรเต็มไปด้วยความลำบาก จึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสร้างชีวิตใหม่ ทำงานด้าน แปลเอกสารและงานหนังสือ ใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่ “ทุกอย่างต้องซื้อ” ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือปัจจัยพื้นฐานต่างๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป การใช้ชีวิตในเมือง รวมถึงข้อมูลด้านสุขภาพ ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเห็นแนวโน้มของคนไทยที่ป่วยด
ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวในอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้และแปลงผักอินทรีย์ ที่นี่มีชื่อเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมายว่า “บ้านสวนกำไรสุข” ชื่อที่ไม่ได้สื่อถึงกำไรเป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง “กำไรแห่งความสุข” ที่เกิดขึ้นจากการได้ทำในสิ่งที่รัก การได้ดูแลครอบครัว และการได้ส่งต่ออาหารปลอดภัยให้กับผู้คนที่มาเยือน เบื้องหลังพื้นที่แห่งนี้ คือเรื่องราวของ “คุณปุ๊กแป้ง-ธิดารัตน์ อนันตรกิตติ” ผู้ประกาศข่าวสาวที่ไม่เคยทิ้งความฝันในวัยเด็กที่อยากเป็นเกษตรกร สองความฝันที่ดูเหมือนไปคนละทาง แต่เดินไปด้วยกันได้ สำหรับ “คุณแป้ง” การได้เป็นเกษตรกรคือความฝันแรกในชีวิต เติบโตมาในครอบครัวที่ทำสวนมะม่วงมายาวนาน ทั้งคุณพ่อ ก๋ง และคนในบ้านต่างคลุกคลีอยู่กับวิถีเกษตรมาตลอด จึงทำให้ภาพของสวนมะม่วงกลายเป็นความผูกพันที่อยู่ในความทรงจำตั้งแต่วัยเด็ก แม้จะรักการทำเกษตรมากแค่ไหน แต่ในมุมของครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ กลับมองเห็นอีกด้านหนึ่งของอาชีพนี้ เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในอดีตมักเผชิญกับปัญหารายได้ไม่แน่นอน และต้องพึ่งพาตลาดอยู่ตลอด จึงไม่อยากให้ลูกเดินบนเส้น
เวลาเลือกซื้อผักตามแผงตลาด หลายคนมักมองข้ามผักที่มีรอยหนอนกัดหรือดูไม่สวยงาม และเลือกหยิบผักหน้าตาดีแทน แต่รู้ไหมว่า ‘ผักขี้เหร่’ ที่หลายคนมองข้ามนั้น ไม่เพียงมีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าผักสวยๆ แต่ยังสามารถสร้างรายได้ได้ดีไม่แพ้กันอีกด้วย วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาทุกคนไปรู้จักกับ คุณแพทตี้-ปิตุพร ภูโชคศิริ เจ้าของ Hug Hed Farm อดีตเชฟมืออาชีพในต่างประเทศ ที่ตัดสินใจหันหลังให้ครัวเมืองนอก กลับมาปลูกผักออร์แกนิกในบ้านเกิด จนสามารถต่อยอดความสำเร็จ ส่งผักสดคุณภาพสู่ชั้นวางในห้างได้อย่างภาคภูมิใจ หลายคนอาจสงสัยว่า อาชีพเชฟที่มีรายได้ดี ทำไมถึงเลือกเปลี่ยนเส้นทางมาทำเกษตร? คุณแพท เล่าว่า “ตอนที่ทำงานเป็นเชฟอยู่ต่างประเทศ มีช่วงวันหยุดยาวประมาณ 3-4 เดือน ก่อนเริ่มงานใหม่ เลยตัดสินใจกลับบ้าน และลองทำโรงเห็ดเล็กๆ หลังบ้าน คิดแค่ว่าจะปลูกเห็ดขายเล่นๆ ระหว่างพักงาน แล้วค่อยกลับไปทำงานตามแผนเดิม แต่ตอนนั้นเป็นเพียงความคิดเริ่มต้นเท่านั้น” ช่วงที่กลับมาอยู่บ้านตรงกับช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องเลื่อนแผนกลับไปทำงานต่างประเทศออกไป จากนั้นจึงเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ โดยมองว่าโรคระบาดครั
หากพูดถึงร้านที่ผู้บริโภคเชื่อใจเรื่องอาหารปลอดภัย ชื่อของ “Lemon Farm” มักถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ไม่ใช่เพราะภาพลักษณ์ของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเรื่องราวเบื้องหลังที่ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภคที่เชื่อในคุณค่าของอาหารจากธรรมชาติ วันนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเล็ก – สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ เรื่องราวจึงไม่ใช่แค่บทสัมภาษณ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการถอดบทเรียนจากผู้หญิงคนหนึ่งที่เลือกเดินบนเส้นทางเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่วันที่คำว่า “ออร์แกนิก” ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จนถึงวันนี้ที่ Lemon Farm กลายเป็นพื้นที่เชื่อมโยงคนปลูกกับคนกินเข้าไว้ด้วยกัน จากความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากให้ครอบครัวและผู้คนรอบตัวได้กินอาหารที่ปลอดภัย สู่การสร้างเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ทั่วประเทศ Lemon Farm เติบโตด้วยความเชื่อ ความอดทน และความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ สั่งสม วันนี้จะพาทุกท่านไปสัมผัสแนวคิด ประสบการณ์ และหัวใจของการทำงาน ที่ยังคงยึดมั่นว่า “อาหารที่ดี” ต้องดีต่อทั้งคนกิน คนปลูก และผืนดินไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็น Lemon Farm ที่รู้จักในทุกวันนี้ คุณเล็กย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการก่อร่างสร้าง Le
เชื่อว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นกระแสความแรงของ “ผำ” พืชน้ำพื้นบ้านของไทยที่ถูกยกระดับสู่ “พืชแห่งอนาคต” ด้วยจุดเด่นด้านโปรตีนที่สูงลิ่ว จากเมนูท้องถิ่นดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ มาวันนี้ “ผำ” ถูกจับมาแต่งตัวใหม่กลายเป็น Superfood สัญชาติไทย ที่เนื้อหอมจนดึงดูดทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้กระโดดเข้ามาลงเล่นในตลาดนี้อย่างน่าสนใจ แต่หลังจากผ่านช่วงกระแสมาแล้ว ทิศทางต่อจากนี้ของผำไทยจะเป็นอย่างไร เทคโนโลยีชาวบ้าน ชวนพูดคุยกับ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อีกครั้ง เพื่อเจาะลึกภาพรวมอุตสาหกรรม ถอดรหัสโอกาส และมองหาทิศทางที่แท้จริงว่า ตลาดผำจะไปต่อทางไหนให้ยั่งยืน มีคำตอบพร้อมกันที่นี่ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวถึงทิศทางของ “ผำ” ในประเทศไทยว่า หากมองภาพรวมตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดกระแสเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน ผำเริ่มถูกจับตามองในฐานะพืชเศรษฐกิจใหม่ และเริ่มก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรมากขึ้น จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน พบว่าอุตสาหกรรมผำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โด
ในโลกของสินค้าเกษตร “แตงโม” อาจเป็นเพียงผลไม้ธรรมดาที่ใครหลายคนมองว่าแข่งขันกันด้วยราคา และมีกำไรต่อผลเพียงไม่กี่บาท แต่สำหรับ “ณิชชา ชามม์” ผู้ก่อตั้งแบรนด์แตงโมพรีเมียม “ณิชชา ชาม์ม” พิสูจน์ให้เห็นว่า หากรู้จักสร้างความแตกต่างและใส่ใจในคุณภาพ สินค้าเกษตรธรรมดาก็สามารถยกระดับเป็นธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้านบาทได้ จากจุดเริ่มต้นในฐานะแม่ค้าขายผักในตลาดสด สู่การเป็นผู้บุกเบิก “แตงโมสเปเชียลตี้” ของประเทศไทย วันนี้ธุรกิจ “ณิชชา ชามม์” สร้างรายได้ถึง 30-40 ล้านบาทต่อปี และกลายเป็นต้นแบบของผู้ประกอบการเกษตรที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนผลไม้พื้นฐานให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ผู้บริโภคยอมจ่าย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสพูดคุยกับ คุณณิชชา แก้วสุริยา ผู้ก่อตั้งบริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด หญิงแกร่งผู้สวมบทบาททั้งเกษตรกร นักพัฒนาสายพันธุ์ และนักธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “แตงโมพรีเมียม” แบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในฐานะแม่ค้าขายผักในตลาดสด สู่การสร้างธุรกิจจากศูนย์ด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่มองเห็นคุณค่าของผลผลิตทางการเกษตร วันนี้เธอสามารถพัฒน
ดุ๊ก–ภาณุเดช วัฒนสุชาติ อดีตนักแสดงที่หลายคนคุ้นหน้า วันนี้เขาไม่ได้อยู่แค่ในบทบาทบนหน้าจออีกต่อไป แต่กำลังเปิดอีกมุมของตัวเองให้เราได้รู้จักมากขึ้น นั่นคือความหลงใหลในงานศิลปะการตกแต่งบ้านและสวน แม้ตอนนี้จะยังไม่ขอนิยามตัวเองว่าเป็นนักจัดสวนเต็มตัว แค่บอกว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ชอบงานอาร์ต และ “จัดสวนได้นิดหน่อย” เท่านั้น แต่ความจริงแล้วความชอบนี้อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก และค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับชีวิต จนเมื่อวงการทีวีเริ่มซบเซา เขาจึงตัดสินใจหันมาทำสิ่งที่รักอย่างจริงจัง งานจัดสวนที่เริ่มจากความชอบส่วนตัว ค่อยๆ พัฒนา จนไปสะดุดตาเพื่อนๆ และพี่ๆ ในวงการ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เส้นทางสายนี้ชัดเจนขึ้น และต่อยอดเป็นอาชีพในที่สุด พี่ดุ๊กเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้แบบเรียบง่ายว่า จริงๆ แล้ว ‘งานจัดสวน’ เป็นแพชชันที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อเป็นคนรักต้นไม้ ที่บ้านมีเรือนกล้วยไม้ ก็เลยได้คลุกคลีอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ตั้งแต่การเพาะชำเล็กๆ ไปจนถึงการลองตัดกิ่งไม้จากบ้านเพื่อนๆ หรือคนรู้จัก มาปักชำภายในเรือนกล้วยไม้ของพ่อ พอเห็นต้นไม้ที่ปลูกไว้ค่อยๆ เติบโต ความสุขเล็กๆ แบบนั้นทำให้
ประเทศไทยยังคงเผชิญโจทย์ใหญ่ด้าน “ปุ๋ย” ในฐานะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ภาพรวมไทยนำเข้าปุ๋ยมากกว่า 90% หรือราว 6 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะ “ยูเรีย” ซึ่งเป็นปุ๋ยหลักสำหรับนาข้าว มีการนำเข้าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 2–2.5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท แหล่งนำเข้าหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันไทยยังนำเข้าจากประเทศใกล้เคียง เช่น จีน บรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างปุ๋ยไทยที่ผูกโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เปิดแหล่งใหม่กระจายความเสี่ยง สร้างอำนาจต่อรองราคา นายรพีภัทร์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ท่ามกลางความผันผวน รัฐบาลเริ่มขยับเชิงรุก โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญผู้ประกอบการนำเข้าปุ๋ยรายสำคัญเข้ามาหารือ เพื่อหาแนวทางกระจายแหล่งนำเข้า โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย พร้อมประเมินผลกระทบระยะยาว หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือการเปิดโอกาสเจรจากับประเทศผู้ผลิตรา
