“การโบกรถ ใจเราต้องแข็งเหมือนหิน เวลาโดนปฏิเสธ
ให้ถือว่ารถเขาอาจจะไม่พร้อม เราก็ต้องโบกใหม่ ถ้าเรายอมแพ้ง่ายๆ
…เราจะติดอยู่ที่นี่ตลอดไป แต่ถ้าเราออกไปโบก
เรายังมีโอกาสที่เราจะสามารถไปต่อได้
มันเหมือนชีวิตนั่นแหละ”
ฮลุน โซโล่
ฮลุน โซโล่ ยูทูบเบอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชาวไทยที่มีชื่อเสียงจากการเดินทางท่องเที่ยวแบบลุยเดี่ยว โดยนำเสนอวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประสบการณ์ในประเทศต่างๆ ผ่านมุมมองที่เรียบง่ายและจริงใจ จนมีผู้ติดตามจำนวนมากทั้งบน YouTube และ Facebook
แม้ชื่อ “ฮลุน” จะฟังดูคล้ายลูกครึ่ง แต่จริงๆ แล้วฮลุนเกิดที่กาฬสินธ์ แต่ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่อุดรธานี เจ้าตัวเคยเล่าว่า ชื่อจริงที่คุณแม่ตั้งให้คือ “หลุน” แต่คนมักเรียกเพี้ยนเป็น “ฮลุน” จึงนำมาตั้งเป็นชื่อเพจและช่อง YouTube
จุดเริ่มต้นการเป็นยูทูบเบอร์
ฮลุนเริ่มสร้างช่อง YouTube ในช่วงปลายปี 2021 โดยเน้นการเดินทางคนเดียว (Solo Travel) ไปยังประเทศต่างๆ โดยยึดการท่องเที่ยวแบบประหยัด โบกรถตามข้างทาง พยายามเที่ยวแบบง่ายที่สุด ถ่ายทอดภาพสถานที่ท่องเที่ยว อาหาร ผู้คน และวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบสารคดีท่องเที่ยวที่เข้าถึงง่าย
แต่ก่อนจะมาเป็นยูทูบเบอร์เต็มตัว เส้นทางชีวิตของผู้ชายคนนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และเกือบจะเป็นเส้นทางที่เรียกได้ว่าโรยด้วยขวากหนามแหลมด้วยซ้ำ
มีเพียงใจที่ใฝ่ดี
ฮลุน คือเด็กคนหนึ่งที่ชีวิตเหมือนเล่นตลกตั้งแต่เริ่มต้น ตอนที่เขายังเด็กเพียง 4 ขวบ คุณพ่อประสบอุบัติเหตุแล้วจากไปกะทันหัน คุณแม่ก็แยกทางไปนับแต่นั้น ทำให้เขาต้องอาศัยอยู่กับคุณย่า
ที่บ้านไม่มีเงินทองจนแทบจะไม่ได้เรียนต่อ แต่แม้จะเกิดมาในบ้านที่ไม่มีทรัพย์สิน แต่ตัวเขากลับใฝ่ดี ฮลุนตั้งใจเรียนหนักมาก เคยไปทำงานโรงงานค่าแรงวันละ 300 บาท พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาหาทุนศึกษาต่อ เพราะเขามองว่าสิ่งเดียวที่จะพาเขาออกจากชีวิตลำบากเช่นนี้ได้ คือการศึกษา เป็นประตูบานแรกที่จะช่วยพาเขาเจอโอกาสดีๆ ในชีวิต
จนเมื่อขวนขวายเรียนจบชั้นมัธยมมาได้ ฮลุนก็สอบชิงทุนที่จุฬาฯ คณะรัฐศาสตร์ และได้ทุนเรียนแบบเต็มจำนวน ทำให้เขาไม่ต้องพะวงเรื่องการเงิน จึงได้เวลาเริ่มต้นทำตามความฝันของตนเอง นั่นคือการออกเดินทางท่องเที่ยว
เขาเริ่มต้นด้วยการทำงานเก็บเงิน ทั้งรับสอนพิเศษ ขายของ ทำงานมหาวิทยาลัย เพื่อเก็บหอมรอมริด จนสุดท้ายเก็บเงินได้มากพอก้อนหนึ่งก็ออกเดินทาง แต่ไปแบบราคาถูก ทั้งอาศัยการโบกรถชาวบ้าน ขอติดรถ นอนที่พักราคาถูก กินอยู่กับชาวบ้าน ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก จึงเหลือเงินไปเที่ยวประเทศที่เขาใฝ่ฝันต่อได้อีกมาก
กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตคอนเทนต์ท่องเที่ยวในหลายประเทศทั่วโลก เน้นการเดินทางแบบประหยัด ใช้ชีวิตร่วมกับคนท้องถิ่น คอนเทนต์ของฮลุนเป็นมากกว่าคลิปท่องเที่ยว แต่เป็นเหมือนสารคดีที่ทำให้ผู้ชมอย่างเราได้เห็นว่า จริงๆ แล้วโลกใบนี้ไม่ได้โหดร้ายเสมอไป ยังได้เห็นน้ำใจของผู้คนที่พร้อมให้แม้ไม่ได้มีมาก เห็นความอ่อนโยนของมนุษย์ที่พร้อมช่วยเหลือแม้ต่างภาษา ต่างสีผิว ต่างเชื้อชาติ บนโลกใบนี้ยังคงมีมนุษย์ที่รักษาความเป็นมนุษย์ในจิตใจไว้ได้
ยอดรับชม 100 ล้าน
ช่องทางของฮลุนมีผู้ติดตามบน YouTube 1 ล้านคน ยอดรับชมรวมกว่า 100 ล้านครั้ง (ข้อมูลปี 2026) ผู้ติดตามบน Facebook 3.2 ล้านคน ชีวิตเขาก็เริ่มดูจะเข้าที่เข้าทางนับจากนั้น เพราะเริ่มหาเงินได้จากการทำสายอาชีพนี้ ทำให้มีเงินเหลือพาครอบครัวไปเที่ยว ทำบ้านใหม่ จนเขากลายเป็นไอดอลของคนสู้ชีวิต
มีคำพูดหนึ่งในคลิป “ภารกิจโบกรถเที่ยวบนทางหลวงที่สูงที่สุดในโลก Karakoram Highway ทางหลวงจากปากีสถานตอนเหนือ สู่ประเทศจีน” ที่ฮลุนได้พูดเอาไว้แล้วมันสะท้อนทัศนคติการใช้ชีวิตของเขาได้เป็นอย่างดีคือ
“การโบกรถ ใจเราต้องแข็งเหมือนหิน เวลาโดนปฏิเสธ ให้ถือว่ารถเขาอาจจะไม่พร้อม เราก็ต้องโบกใหม่ ถ้าเรายอมแพ้ง่ายๆ เราจะไม่สามารถไปไหนได้เลย คือหลุนคิดอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าเราไม่เริ่มยืน ถ้าเราไม่เริ่มออกไปโบกมือแบบนี้เนี่ย เราจะติดอยู่ที่นี่ตลอดไป แต่ถ้าเราออกไปโบกเนี่ย คือเรายังมีเปอร์เซ็นต์ เรายังมีโอกาสที่เรายังจะสามารถไปต่อได้ มันเหมือนชีวิตนั่นแหละ เราต้องสู้ แม้ว่าโอกาสจะน้อยนิด”
แต่ชีวิตรู้ได้แค่ตอนเริ่ม ไม่มีใครรู้ตอนจบ
สุดท้าย แม้เขาจะจากไปแล้ว แต่สิ่งที่ชายชื่อ “ฮลุน” ได้ทิ้งเอาไว้คือ ความใจดี รอยยิ้ม และน้ำใจ ของเพื่อนมนุษย์ผ่านคลิปการเดินทางของเขา
หนังสือที่ชื่อ “ชีวิตของฮลุน” เล่มนี้ ได้สอนเราว่า
คำว่า ‘ชีวิต’ เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้
วันนี้ชีวิตของคุณอาจจะเจอพายุโหมกระหน่ำ
แต่คุณกัดฟันกระทั่งผ่านพ้นมันมาได้
ชีวิตเหมือนกำลังจะไปได้สวยแล้ว
แต่สุดท้ายก็ถูกตัดจบเสียดื้อๆ
นี่แหละชีวิต มันไม่มีอะไรแน่นอนทั้งนั้น
ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ว่า ถ้าวันนี้คุณผ่านเรื่องแย่ๆ ไปได้ แล้วชีวิตจะเจอฟ้าหลังฝน คุณอาจจะผ่านฝนฟ้าคะนองไปเพื่อเจอพายุลูกใหญ่กว่าเดิมก็ได้
เพราะงั้น อย่าลังเลที่จะทำตามสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง ใช้ชีวิตให้เต็มที่ เพราะไม่มีอะไรมาการันตีได้อยู่แล้วว่า วันพรุ่งนี้ชีวิตคุณจะเจอกับอะไร
อย่ารีรอ อย่าพูดคำว่า “เดี๋ยว” บ่อยนัก
ลองนั่งพัก แล้วถามตัวเองด้วยประโยคนี้ว่า
“ถ้าพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต ตอนนี้คุณอยากทำอะไรมากที่สุด”
เมื่อตอบตัวเองได้แล้ว ก็ลงมือทำซะ
ทุกความฝันไม่มีวันใหญ่เกินตัว
