Inspiration รอบโลก หลักสูตรเรียนฟรี เคล็ดลับผู้ประกอบการ

ผู้ก่อตั้ง startup Loom ขายบริษัทได้เงิน 1,700 ล้านบาท แต่กลับรู้สึกว่างเปล่า เลยต้องกลับไปนั่งเรียนใหม่

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งบัญชีธนาคารของคุณพุ่งขึ้นมาเป็นหลักพันล้านบาทในชั่วข้ามคืน คุณจะทำอะไรต่อ

สำหรับคนทั่วไป คำตอบอาจดูง่าย เที่ยวรอบโลก ซื้อบ้านหลังใหญ่ เกษียณตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สำหรับ Vinay Hiremath อดีต CTO และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Loom แพลตฟอร์มส่งข้อความวิดีโอชื่อดัง กลับไม่ได้เป็นสูตรแบบที่ใครหลายคนคิด

จาก Startup เล็กๆ สู่ดีลพันล้าน

Hiremath ร่วมก่อตั้ง Loom ในปี 2016 ร่วมกับ Joe Thomas และ Shahed Khan หลังจากที่เขาตัดสินใจดรอปเรียนจากมหาวิทยาลัย University of Illinois ไอเดียตั้งต้นเรียบง่ายมาก นั่นคือทำให้การสื่อสารในที่ทำงานง่ายขึ้นด้วยการอัดวิดีโอสั้นๆ แทนการพิมพ์ข้อความยาวๆ

ไอเดียง่ายๆ นี้เติบโตเร็วเกินคาด Loom ระดมทุนได้เกือบ 200 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรายใหญ่อย่าง Sequoia Capital และ Andreessen Horowitz จนมูลค่าบริษัทพุ่งไปแตะระดับ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 มีผู้ใช้งานลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน และมีลูกค้าที่จ่ายเงินราว 200,000 ราย

จุดสูงสุดมาถึงในเดือนตุลาคม 2023 เมื่อ Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลีย เข้าซื้อกิจการ Loom ด้วยมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ เป็นการปิดฉากบทหนึ่งในชีวิตของ Hiremath ที่ใช้เวลาเกือบสิบปีสร้างมันขึ้นมา

ปฏิเสธเงิน 60 ล้านดอลลาร์ เพราะรู้สึกว่า “พอแล้ว”

หลังการเข้าซื้อกิจการ Atlassian เสนอให้ Hiremath อยู่ต่อเพื่อช่วยเปลี่ยนผ่านองค์กร พร้อมค่าตอบแทนที่มีรายงานว่าสูงถึง 60 ล้านดอลลาร์ แต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธ

เหตุผลไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องความหมาย เพราะรู้สึกว่าตัวตนของเขาผูกติดกับ Loom มากเกินไป จนเมื่อบริษัทต้องปลดพนักงานรอบแรก เขาบอกว่ามันกระแทกอีโก้อย่างรุนแรง จนเขารู้สึกหลงทาง และเริ่มตระหนักว่าต้องแยกตัวตนของตัวเองออกจากสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา

รวยแล้ว แต่ไม่รู้จะทำอะไรกับชีวิต

ต้นปี 2025 Hiremath เขียนบล็อกโพสต์ที่กลายเป็นไวรัลในวงการสตาร์ทอัพ ใช้ชื่อว่า “I am rich and have no idea what to do with my life” เขาบรรยายว่าช่วงเวลาหลังขายบริษัทเป็นเหมือนหมอกที่ปกคลุมชีวิต การไม่ต้องทำงานอีกต่อไปกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกอิสระอย่างที่คาดหวัง ทุกอย่างรู้สึกเหมือนเป็นแค่ “side quest” ที่ไม่มีแรงบันดาลใจ

เขายอมรับตรงๆ ว่านี่เป็นปัญหาที่ฟังดูหรูหราเกินจะบ่น เพราะคนส่วนใหญ่ในโลกไม่มีทางได้เจอปัญหาแบบนี้ แต่ในความเป็นจริง การไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแรงผลักดันจากความจำเป็นทางการเงินหรือสถานะทางสังคม กลับสร้างความว่างเปล่าที่ลึกกว่าที่คิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินบางคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “sudden wealth syndrome” หรือภาวะที่ความมั่งคั่งมาถึงเร็วกว่าความพร้อมทางอารมณ์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่อยู่ที่สิ่งที่มันพรากไปจากชีวิตประจำวัน เช่น ความเร่งด่วน เป้าหมาย และความรู้สึกว่าตัวเองมีความหมายกับใครสักคน

ลองผิดลองถูก ตั้งแต่ปีนเขาหิมาลัยจนถึงเรียนฟิสิกส์

หลังออกจาก Loom Hiremath ทำสิ่งที่คนเพิ่งได้อิสรภาพทางการเงินมักทำกัน นั่นคือทดลองทำหลายอย่างพร้อมกัน เขาศึกษาเรื่องนโยบายสาธารณะ ลองคลุกคลีกับวงการสตาร์ทอัพหุ่นยนต์ เดินทางท่องเที่ยว ปีนเขาในเทือกเขาหิมาลัยทั้งที่ไม่มีประสบการณ์และไม่ได้ฝึกซ้อมมาก่อน จนถึงขั้นเกิดภาวะขาดออกซิเจนระหว่างทาง แต่ก็ปีนจนสำเร็จ

เขายังเคยเข้าไปพูดคุยกับทีมงานของ Elon Musk เกี่ยวกับการเข้าร่วม Department of Government Efficiency (DOGE) ก่อนจะเปลี่ยนใจ และสุดท้ายตัดสินใจซื้อตั๋วเที่ยวเดียวไปฮาวาย เพื่อลงเรียนวิชาฟิสิกส์ด้วยตัวเอง

ในมุมมองของเขาเอง ช่วงเวลานี้ไม่ใช่การพักผ่อน แต่เป็นการล่องลอยมากกว่า ทุกกิจกรรมที่ลองทำน่าตื่นเต้นในช่วงแรก แต่ไม่มีอะไรให้ความรู้สึกมั่นคงถาวร เพราะเมื่อไม่มีแรงกดดันจาก deadline หรือความรับผิดชอบใดๆ ทุกอย่างกลายเป็นทางเลือกที่ทำให้รู้สึกเบาหวิวอย่างประหลาด

สิ่งที่เงินซื้อได้จริงๆ

ท่ามกลางความสับสน มีช่วงเวลาหนึ่งที่ Hiremath พูดถึงด้วยความภูมิใจอย่างชัดเจน นั่นคือตอนที่เขาใช้เงินจากการขายหุ้นส่วนหนึ่งมอบให้พ่อแม่ราว 1.7 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ทั้งสองคนได้เกษียณ เขาเล่าในรายการพอดแคสต์ว่าช่วงเวลาที่เห็นสีหน้าพ่อแม่ตอนรับรู้ความหมายของเงินก้อนนี้ คือสิ่งที่เจ๋งที่สุดที่เงินเคยซื้อให้เขาได้

บทเรียนที่มากกว่าตัวเลขในบัญชีธนาคาร

เรื่องราวของ Hiremath สะท้อนสิ่งที่วงการสตาร์ทอัพมักไม่ค่อยพูดถึง นั่นคือการ exit ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้รับประกันความสุขหรือความหมายในชีวิตเสมอไป มันอาจให้ความมั่นคงทางการเงิน แต่กลับเผยคำถามที่ลึกและอึดอัดกว่านั้น

“ฉันเป็นใครกันแน่ ถ้าไม่ได้กำลังสร้างบริษัทนี้อยู่”

หลายคนคิดว่าเป้าหมายในชีวิตจะกลับมาเองเมื่อความกดดันหายไป แต่ในความเป็นจริงมันมักไม่เป็นแบบนั้น เป้าหมายต้องถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างช้าๆ และตั้งใจ โดยไม่มีโครงสร้างเดิมๆ อย่างตัวเลขยอดขายหรือความเคลื่อนไหวของธุรกิจคอยประคองไว้อีกต่อไป

สำหรับบางคน กระบวนการนี้อาจนำไปสู่งานบริการสาธารณะ การเรียนรู้สิ่งใหม่ทั้งหมด หรือแม้แต่การเริ่มต้นสร้างธุรกิจใหม่อีกครั้ง สำหรับบางคนอาจหมายถึงการปล่อยให้ตัวเองไม่ทำอะไรเลยสักพักหนึ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวสำหรับช่วงเวลาหลัง exit มีเพียงคำตอบที่ซื่อสัตย์กับตัวเองเท่านั้น

เรื่องราวของ Vinay Hiremath เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความสำเร็จทางการเงินและความสุขในชีวิตไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป และบางครั้งเส้นทางหลังความสำเร็จก็ท้าทายไม่แพ้เส้นทางก่อนหน้านั้นเลย

Related Posts

"มาวินฟินเฟ่อร์" เผยสูตรร้านเล็ก เปลี่ยนอาหารให้เป็นคอนเทนต์ อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายให้เป็น 
ไอเดียจากน้องหมาที่บ้าน สู่ "ห้องน้ำสุนัขจากหญ้าจริง" แก้ปัญหาลูกๆ ไม่ยอมใช้แผ่นรองฉี่