Featured เคล็ดลับผู้ประกอบการ

ต้นทุนหลักสิบ ชุบชีวิตเสร็จขายได้หลักพัน ถอดสูตรทำธุรกิจแบบ re.bout เนกไทมือสองที่ไวรัลในโซเชียล

ในโลกของแฟชั่น คนจำนวนมากซื้อเสื้อผ้าเพียงเพื่อใส่ไม่กี่ครั้ง ก่อนจะปล่อยให้มันกลายเป็นขยะ โดยไม่ทันตั้งคำถามว่า สิ่งเหล่านั้นยังมีคุณค่าเหลืออยู่หรือไม่ และสิ่งที่หลายคนแทบไม่หยิบกลับมาใช้อีกเลยคือ “เนกไท”

สำหรับบางคน เนกไทอาจเป็นเพียงเครื่องแต่งกายของวัยทำงาน เป็นของที่ถูกเก็บไว้ท้ายตู้ หรือไม่ก็ถูกปล่อยขายต่อในตลาดมือสองราคาหลักสิบ 

หากใครเคยไปเดินตลาดสินค้ามือสอง ภาพของเนกไทเก่าๆ ที่แม้จะเป็นยี่ห้อดัง แต่ถูกทิ้งแล้วนำมาวางขายอยู่เกลื่อนกลาด สิ่งที่แทบจะเรียกได้ว่า ‘ขยะ’ ที่คนอื่นมองข้ามไปนั้น กลับมีคนคนหนึ่งเลือกมองต่างออกไป คนนั้นคือ “บูม-คมิก วาจาเจริญกิจ” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ @re.b0ut 

หากคุณเลื่อนฟีดในโซเชียลคงคุ้นหน้ากับเขาไม่น้อย คุณบูมคือคนทำคอนเทนต์ “เนกไทติดแกลม” ชุบชีวิตเนกไทมือสองให้กลับมาดูแฟชั่น เต็มไปด้วยเรื่องราว มีเอกลักษณ์จนหลายคนต้องแย่งกันซื้อ ทันทีที่วางขายก็ Sold Out ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

แม้เขาจะเรียนจบด้านแฟชั่นดีไซน์มาโดยตรง แต่หลังเรียนจบกลับไม่ได้ทำงานในสายอาชีพที่เรียนมา เพราะกลัวความกดดันจากวงการแฟชั่นที่แข่งขันกันสูง สุดท้ายจึงเลือกเดินออกไปลองทำหลายอย่าง ทั้งเป็นเชฟ ทำงานสายคอนเทนต์ ไปจนถึงงานอินฟลูเอนเซอร์

จนถึงวันที่เขารู้สึกอิ่มตัว และเริ่มค้นหาสิ่งที่ตนเองอยากทำจริงๆ อีกครั้ง แต่คำตอบสุดท้ายก็พาเขากลับมาสู่สิ่งที่ตัวเองรักตั้งแต่แรก นั่นคือการสร้างสรรค์งานศิลปะและแฟชั่น

จุดเริ่มต้นของ re.bout ไม่ได้เริ่มจากเสื้อผ้า แต่เริ่มจาก “แผ่นเสียงเก่า”

บูมเริ่มต้นธุรกิจในเดือนกรกฎาคม ปี 2025 ธุรกิจแรกที่เขาเลือกจับคือสินค้ามือสอง เพราะโดยพื้นฐานเติบโตมาในครอบครัวที่มีแนวคิดเรียบง่าย เวลาของเสียหรือของในบ้านพัง พ่อแม่มักเลือกซ่อมมากกว่าโยนทิ้ง ความคิดนั้นจึงติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก 

สินค้าแรกที่บูมทำคือแผ่นเสียงมือสอง ที่เขานำมาดีไซน์ใหม่ให้กลายเป็นสินค้าตกแต่งห้อง ก่อนจะค่อยๆ ขยับมาทำชิ้นงานด้านแฟชั่น แต่รู้ดีว่าเสื้อผ้ามือสองมีคนทำมาก่อนเยอะแล้ว ทั้งเสื้อ แจ็กเก็ต กางเกง หรือกระเป๋า จึงพยายามหามุมมองใหม่ ๆ ในการจะกระโดดเข้ามาเล่นตลาดนี้ แล้วค้นพบว่ามีอยู่หนึ่งอย่างที่แทบไม่มีใครหยิบมาทำต่อเลย คือ เนกไท

วันหนึ่งระหว่างเดินเล่นที่ตึกแดง จตุจักร เขาเห็นเนกไทมือสองกองอยู่จำนวนมาก บางเส้นมีลวดลายเฉพาะตัว บางเส้นดูวินเทจ บางเส้นเหมือนหลุดมาจากยุค 90 และที่สำคัญคือ ไม่มีเส้นไหนเหมือนกันเลย นั่นทำให้เขาตัดสินใจซื้อมันกลับมาบ้านด้วย

ชุบชีวิตเนกไท

จากเนกไทธรรมดา คุณบูมเริ่มนำมาตัด เย็บ ตกแต่ง และเพิ่มลูกเล่นเข้าไปทีละนิด บางเส้นถูกประดับด้วยลูกปัดสีสันสดใส บางชิ้นติดเข็มเพชรพลอย บางชิ้นกลายเป็นโบว์แฟนซี หรือเนกไทลายตัวการ์ตูนที่ดูสนุกเกินกว่าจะเป็นแฟชั่นทางการแบบเดิม 

ก่อนจะโพสต์ผลงานลงบนโซเชียลมีเดีย ทันทีที่เปิดตัว ผลตอบรับก็ดีเกินคาด หลายคลิปกลายเป็นไวรัล จนทำให้คนเริ่มกลับมาสนใจไอเท็มแฟชั่นอย่างเนกไทอีกครั้ง พร้อมมองมุมใหม่ในฐานะงานคราฟต์และแฟชั่นที่สะท้อนตัวตนของผู้ใส่

สินค้าทุกชิ้นจะผ่านขั้นตอนทำมือทั้งหมด ตั้งแต่คัดเนกไท ซัก รีด เย็บ ไปจนถึงพูดคุยกับลูกค้าเพื่อออกแบบร่วมกันว่า อยากได้สไตล์แบบไหน ชอบสีอะไร หรืออยากใส่ในโอกาสไหน

หนึ่งในสินค้าที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ คือ เนกไทโบว์สำเร็จรูป ที่ใช้เนกไทมือสองมาดัดแปลงให้กลายเป็นโบว์สุดเก๋ ก่อนร้อยลูกปัดทีละเม็ดด้วยมือ ทำให้ทุกชิ้นมีเพียงชิ้นเดียวบนโลก ตรงตามคอนเซ็ปต์ที่แบรนด์ยึดถือมาตลอดว่า “ทุกตัวมีชิ้นเดียว”

ทุกชิ้นมีเรื่องราว และมีชิ้นเดียว

สิ่งที่ทำให้สินค้าของ re.bout แตกต่าง อาจไม่ใช่แค่ดีไซน์ แต่คือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในแต่ละชิ้น เนื่องจากบางครั้งมีลูกค้านำเนกไทของคุณพ่อ หรือคนในครอบครัวที่จากไปแล้วมาให้ช่วยดัดแปลงใหม่ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำในรูปแบบที่ยังใช้งานได้จริง จากของเก่าที่เคยถูกพับเก็บอยู่ในตู้ จึงกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางใจขึ้นมาอีกครั้ง

คุณบูมได้นำเอาแนวคิดแฟชั่นญี่ปุ่นย่านชินจูกุ ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนแต่งตัวได้อย่างอิสระ ไม่จำเป็นต้องเหมือนใครที่เคยเห็นกลับมาสู่ไทย จึงทำเนกไทที่ใส่ได้ตั้งแต่งานทางการ ไปจนถึงงานแฟนซี อย่างเนกไทโบว์ธีมสลิธีริน หรือชิ้นงานสีสันจัดจ้านที่หลายคนไม่เคยคิดว่าเนกไทจะทำได้

แม้วันนี้โปรเจ็กต์ re.bout จะเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มาก เพราะไม่ใช่แค่แบรนด์ที่เติบโต แต่กระแสยังช่วยปลุกตลาดเนกไทมือสองให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ร้านขายเนกไทหลายแห่งเริ่มขายดีขึ้น มีทั้งคนซื้อไปใส่เอง และคนที่ซื้อไปต่อยอดเป็นสินค้าใหม่

แต่ตลอดทางที่ผ่านมา ก็ไม่ได้เดินง่ายนัก หลังลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำธุรกิจนี้เต็มตัว เขาเคยโดนชาวเน็ตดูถูกว่า “กลับไปเป็นเชฟเถอะ” แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่ล้มเลิกความคิด เลือกจะเดินหน้าต่อ เพราะเชื่อว่า ไม่มีใครสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก ดังคติที่เขายึดถือมาโดยตลอด คือ “ความสำเร็จมักไม่เกิดขึ้นในครั้งแรก มีแต่ต้องทำซ้ำ”

บางที สิ่งที่ re.bout กำลังทำอยู่ อาจไม่ใช่แค่การชุบชีวิตเนกไทมือสองเท่านั้น แต่อาจกำลังชุบชีวิต “ความกล้าเริ่มต้นใหม่” ให้กับใครอีกหลายคนเช่นกัน

Related Posts

เริ่มต้นที่สิงคโปร์ เติบโตที่ไทย! รู้จัก 'Antidotes' น้ำหอมแบรนด์ไทย สร้างกลิ่นฮีลใจและดีไซน์ที่แตกต่าง ยอดขายทะลุหลักร้อยล้าน