Featured SMEs รอบโลก

เด็กมัธยมรับสินค้ามาขายต่อ ด้วยทุนเริ่มต้น 18,000 บาท ใช้ ChatGPT ช่วยจัดการระบบ สร้างยอดขาย 5.2 ล้านในไม่ถึงปี

ในยุคนี้หลายคนมักรอโอกาสที่สมบูรณ์แบบ จนแทบไม่ได้เริ่มลงมือทำ แต่สำหรับ อีธาน อเล็กซานเดอร์ วัย 16 ปี จากเมืองแคนซัสซิตี รัฐมิสซูรี เขาเลือกมองเห็นโอกาสตรงหน้าแล้วคว้ามันไว้ทันที

หลังจากเลิกเล่นกีฬาลาครอสจนมีเวลาว่าง เขาเริ่มสนใจธุรกิจ Reseller หรือการนำสินค้ามาขายต่อบนแพลตฟอร์ม Amazon และ Walmart เขาตัดสินใจนำเงินส่วนตัวจำนวน 500 ดอลลาร์ (ประมาณ 18,000 บาท) ไปจ้างผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยสอนวิธีทำเงินจากการขายสินค้าออนไลน์

“คนส่วนใหญ่มักพยายามหาอาชีพเสริมที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุด แต่สำหรับผม ผมเห็นโอกาสตรงหน้าก็แค่พุ่งใส่ ไม่ต้องรอโอกาสที่สมบูรณ์แบบ แค่คว้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาทำให้เป็นของเรา” อเล็กซานเดอร์กล่าว

เริ่มต้นจากผงซักฟอก Walmart สู่ยอดขาย 3.5 แสนบาทในเดือนแรก

จุดเริ่มต้นของอเล็กซานเดอร์ เริ่มจากการใช้โปรแกรม SellerAmp เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลตลาด เช่น ราคาขาย ปริมาณสินค้าในสต๊อก ต้นทุน ค่าธรรมเนียม และโอกาสในการชนะ “Buy Box” หรือส่วนบนหน้าสินค้าที่มีตัวเลือก “เพิ่มลงในตะกร้า” และ “ซื้อเลย” ซึ่งเป็นจุดที่ทำยอดขายได้มากที่สุด เพื่อช่วยให้เขาเลือกสินค้าที่จะขายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

การวิเคราะห์ของอเล็กซานเดอร์นำเขาไปสู่สินค้าชิ้นแรก นั่นคือ ผงซักฟอก จาก Walmart โดยในเดือนพฤษภาคม 2025 เขาเปิดตัวธุรกิจเสริมนี้อย่างเป็นทางการ เน้นการขายผ่านอเมซอนเป็นหลัก 

อเล็กซานเดอร์เล่าว่า “ผมขับรถไปวอลมาร์ททุกสาขาในเขตเมืองแคนซัสซิตีเลยครับ วันละหลายชั่วโมง ขับรถไปแต่ละสาขาใหญ่ๆ ใช้เวลา 30-40 นาที แล้วซื้อสินค้าทุกอย่างที่พวกเขามีเพื่อนำมาขายให้หมด”

เขาทำการบรรจุและติดฉลากกล่อง จากนั้นจึงนำไปส่งที่ไปรษณีย์ ซึ่งในเดือนแรกทำยอดขายได้ 10,000 ดอลลาร์ (ราว 3.5 แสนบาท) และพุ่งแตะ 150,000 ดอลลาร์ (ราว 5.2 ล้านบาท) ในเดือนมีนาคม 2026

หลังจากประสบความสำเร็จกับผลิตภัณฑ์แรก อเล็กซานเดอร์ก็ดำเนินธุรกิจเสริมด้วยแนวทางทำซ้ำ โดยเน้นไปที่สินค้าที่กำลังเป็นที่นิยมแตกต่างกันไป

เขาใช้ ChatGPT เขียนโค้ด Python เพื่อช่วยคัดกรองสินค้าที่ขายไม่ออก โดยใช้เกณฑ์ต่างๆ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้มาก นอกจากนี้ เขายังใช้ AI ในการติดตามสต๊อกสินค้าและจัดการอย่างเป็นระบบอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น อเล็กซานเดอร์ยังออกแบบตารางเวลาในช่วงฤดูร้อนของเขาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงสุด โดยเขาจะแพ็กสินค้าจนถึงตี 5 หรือ 6 โมงเช้า จากนั้นก็เข้านอน แล้วตื่นขึ้นมาเพื่อนำสินค้าไปส่งที่ไปรษณีย์และซื้อสินค้าเพิ่มเติมจากร้านค้าต่างๆ และมักจะกลับถึงบ้านประมาณ 23.00 น.

“สำหรับ Amazon คุณต้องรักษาความเร็วในการจัดส่งให้สูงอยู่เสมอ เพราะนั่นคือวิธีที่จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น” อเล็กซานเดอร์อธิบายต่อว่า Amazon ขึ้นชื่อเรื่องความรวดเร็ว ดังนั้นคุณเองก็ต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจเช่นกัน

จากการกว้านซื้อหน้าร้าน สู่การยกพาเลทมาลงหน้าบ้าน

เมื่อเวลาผ่านไป อเล็กซานเดอร์เลิกซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกและผู้ขายทีละชิ้น แล้วหันมาซื้อสินค้าจำนวนมากจาก Home Depot, Lowe’s และร้านขายพาเลท เขาจะไปรับพาเลทเหล่านั้นและเก็บไว้ในโรงรถของพ่อแม่

บางครั้งผู้ขายส่งยังส่งตรงสินค้ามาจากเรือขนส่ง รถบรรทุกขนาดใหญ่ต้องเข้ามาส่งพาเล็ทในหมู่บ้านจัดสรรเล็กๆ ของเขา ถึงขั้นที่เจ้าตัวยังแซวตัวเองว่า “เพื่อนบ้านคงคิดว่าผมบ้าไปแล้ว ที่ต้องออกมารับ-โยนพัสดุเต็มไปหมดทุกวัน”

อเล็กซานเดอร์ระบุว่า ในวันที่เขาทำรายได้สูงสุด เขาทำยอดขายได้ประมาณ 6,000 ดอลลาร์ (ราว 2.1 แสนบาท) โดยมีกำไรประมาณ 2,000 ดอลลาร์ (ราว 7 หมื่นบาท)

ความท้าทายของเด็กวัย 16 และบทเรียนชีวิตนอกห้องเรียน

การเป็นเด็กมัธยมที่ต้องทำธุรกิจยอดขายหลักล้านไม่ได้ง่าย เขาต้องเจออุปสรรคมากมาย ทั้งเรื่องภาษีที่เด็กอายุ 16 ไม่เคยรู้จักมาก่อน หรือการถูกระงับบัตรเครดิต และปัญหาเรื่องบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดสเปรย์รั่วทำให้หมึกบนฉลากเลือนหายและต้องนับใหม่ทั้งหมด รวมถึงความซับซ้อนของการบริหารธุรกิจควบคู่ไปกับการเป็นนักเรียนมัธยมปลายเต็มเวลา

เพื่อรับมือกับสิ่งนี้และแบ่งเบาเวลาเรียน เขาจึงตัดสินใจ จ้าง Virtual Assistant (ผู้ช่วยเสมือน) เข้ามาช่วยดูแลระบบ 

อเล็กซานเดอร์ตั้งใจจะนำรายได้เสริมส่วนหนึ่งไปใช้เป็นค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยโดยเขาตั้งใจจะเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือจิตวิทยา ซึ่งเขาบอกว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการประกอบธุรกิจในอนาคตด้วย

“ผมไม่รู้หรอกว่าเราจะเรียนรู้เรื่องธุรกิจในห้องเรียนได้มากกว่าการลงมือทำจริงแค่ไหน การกล้าล้มเหลว เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วไม่ทำซ้ำ พร้อมประสบการณ์ตรงจากการบริหารธุรกิจจริงๆ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามีค่ามาก”

เป้าหมายถัดไป และ Lesson Learned สำคัญ

หลังจากทำยอดขายได้ถึง 150,000 ดอลลาร์ได้แล้ว อเล็กซานเดอร์ได้ หยุดธุรกิจขายต่อของเขาไว้ชั่วคราว เพื่อกลับไปโฟกัสเรื่องการเรียนและโปรเจ็กต์อื่นๆ เพราะการทำ Reseller แบบนี้ต้องใช้แรงงานและพื้นที่จัดเก็บสูงเกินไปสำหรับการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

แต่ข้อคิดที่สำคัญที่สุดที่เขาได้เรียนรู้และอยากบอกทุกคนคือ อย่าเสียเวลาคอยโอกาสที่สมบูรณ์แบบ

“หลายคนคิดว่ามันจะมี ‘แผนที่ขุมทรัพย์’ ตกลงมาจากฟ้า แล้วมีเครื่องหมาย X บอกจุดแวะพักให้เรียบร้อย แต่จริงๆ แล้วผู้คนไม่ค่อยสร้างโอกาสให้ตัวเองมากเท่าที่ควร ทั้งที่จริงโอกาสมันมีอยู่ในทุกๆ วินาทีของชีวิต อยู่ที่ว่าเราจะเก็บเกี่ยวอะไรจากมัน หรือจะมัวแต่มองโลกในแง่ร้ายจนมองไม่เห็นประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้า”

ที่มา : Entrepreneur

Related Posts

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิด 5 ประเด็นที่ SME ควรให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด
อยากสร้างอาณาจักรแห่งความสุข จุดเริ่มแบรนด์ Happy Sunday ของ “ไอซ์ พาดี้” ที่ล้มบ้าง ลุกบ้าง จนเติบโตราว 8 ปี