Featured SMEs รอบโลก

ถูกปฏิเสธจากนักลงทุนกว่า 140 ครั้ง และเกือบล้มละลาย ก่อนพา Whoop สายรัดข้อมืออัจฉริยะ เติบโตระดับหมื่นล้านดอลลาร์

ในยุคที่ผู้คนหันมา “รักสุขภาพ” ส่งผลให้อุปกรณ์เพื่อสุขภาพกลายเป็นไอเทมที่ผู้คนยอมควักกระเป๋าจ่าย หนึ่งในนั้นคือ “Whoop” แบรนด์สายรัดข้อมืออัจฉริยะไร้หน้าจอ ที่ช่วยติดตามสุขภาพ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่นอนยันตื่น 

Whoop ถูกพัฒนาโดย Will Ahmed นักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) ก่อนเติบโตเป็นธุรกิจระดับหมื่นล้าน และมีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 2.7 ล้านคน

แต่รู้หรือไม่ว่า เส้นทางการของ Whoop ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ 

หลงใหลการออกกำลังกาย จุดเริ่มไอเดีย

Will Ahmed ผู้ก่อตั้งและซีอีโอวัย 36 ปี หลงใหลการเล่นกีฬามาตั้งแต่วัยเรียน เขาลองเล่นกีฬามาหลายชนิด ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมกีฬาสควอชของมหาวิทยาลัย ระหว่างศึกษาในสาขา Government และ Economics

เขาทุ่มเทกับการฝึกจนร่างกายบาดเจ็บ เพราะรับไม่ไหว ก่อนค้นพบคำตอบจากงานวิจัยที่เขาใช้เวลาศึกษาเรื่องสรีรวิทยาอยู่หลายร้อยฉบับว่า อาการที่เกิดขึ้นมาจากการฝึกที่หนักเกินไป ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักกีฬาระดับอาชีพเท่านั้น แต่สามารถเกิดกับใครก็ได้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

ทำให้เขามองเห็นช่องว่างในตลาดว่า ยังมีผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกายอีกจำนวนมาก ที่ต้องการเครื่องมือช่วยให้เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตัวเอง

ก่อนสำเร็จการศึกษาในปี 2012 เขาได้ตีพิมพ์งานวิจัยของตัวเองในหัวข้อ “The Feedback Tool: Measuring Intensity, Recovery, and Sleep” พร้อมกับเริ่มพัฒนา Whoop อย่างจริงจัง โดยทำงานใน Harvard Innovation Labs ร่วมกับ John Capodilupo และ Aurelian Nicolae ผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน

ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Whoop แบรนด์สายรัดข้อมืออัจฉริยะไร้หน้าจอ แต่สามารถติดตามและวิเคราะห์ร่างกายด้วยเซ็นเซอร์

การเริ่มต้นที่ท้าทาย

เส้นทางของธุรกิจนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ในช่วงเริ่มต้น Will Ahmed ใช้เงินทุนจากครอบครัวและเพื่อน ซึ่งไม่เปิดเผยมูลค่าเพื่อประคับประคองบริษัท

ตลอดปี 2012 เขาทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการนำเสนอธุรกิจให้กับนักลงทุนกว่า 143 ราย แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง ขณะเดียวกันคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Nike และ Apple ก็ทยอยเปิดตัวโปรดักต์เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ในเวลานั้นนักลงทุนหลายคนแนะนำให้เขาเปลี่ยนทิศทางไปพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์สวมใส่ของบริษัทอื่นแทนที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แต่เขายังเชื่อว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จในระยะยาว บริษัทจำเป็นต้องพัฒนาระบบทั้งหมดด้วยตัวเอง

ท้ายที่สุดก็สามารถระดมทุนก้อนแรกได้ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม ปี 2013 จากกลุ่มนักลงทุนร่วมลงทุนที่นำโดย Collaborative Fund

จากใกล้ล้มละลายสู่ธุรกิจที่เติบโต 

ในช่วงแรก Whoop เลือกเจาะกลุ่มนักกีฬาระดับอาชีพ ทั้ง LeBron James ซูเปอร์สตาร์แห่ง NBA และ Michael Phelps ตำนานนักว่ายน้ำระดับโลก เพราะหวังว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงจะช่วยสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้รวดเร็ว 

แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบที่คิด เพราะการมีลูกค้าชื่อดังไม่ได้ช่วยให้ยอดขายเติบโตตาม 

ในปี 2017 Whoop ยังไม่สามารถทำกำไรได้ และเคยเหลือเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนต้องยื่นล้มละลาย 

เพราะแม้นักกีฬาอาชีพจะยอมจ่ายเงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อสายรัดข้อมืออัจฉริยะ แต่ผู้บริโภคทั่วไปไม่ได้พร้อมจ่ายในระดับนั้น ขณะที่บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มยอดขายเพื่อรองรับต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D)

ด้วยเหตุนี้ในปี 2018 Whoop ได้ปรับโมเดลธุรกิจจากการขายอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว มาเป็นระบบสมาชิกแบบรายปี เริ่มต้นที่ 199 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

สมาชิกจะได้รับทั้งสายรัดข้อมือ สิทธิ์ใช้งานแอปพลิเคชันของ Whoop รวมถึงการอัปเดตซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ใหม่โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อมีการเปิดตัว

และโมเดลธุรกิจนี้ก็ช่วยให้จำนวนสมาชิกของ Whoop เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าสมาชิกของ Whoop อาศัยอยู่ใน 200 ประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าสูงถึง 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยการระดมทุน Series G มูลค่า 575 ล้านดอลลาร์ โดยมี Collaborative Fund เป็นผู้นำลงทุน และมีผู้ลงทุนรายสำคัญเข้าร่วมทั้ง Qatar Investment Authority, Mubadala Investment Company, Mayo Clinic, IVP รวมถึงนักกีฬาระดับโลกอย่าง LeBron James, Cristiano Ronaldo และ Rory McIlroy

อ้างอิงข้อมูล

cnbc , techsauce

Related Posts

ถูกปฏิเสธจากนักลงทุนกว่า 140 ครั้ง และเกือบล้มละลาย ก่อนพา Whoop สายรัดข้อมืออัจฉริยะ เติบโตระดับหมื่นล้านดอลลาร์
ไม่ได้เริ่มจากผลิตอะไร แต่เริ่มจาก “ลูกค้าต้องการอะไร” เบื้องหลังพัฒนาสินค้า “อายิโนะโมะโต๊ะ” แบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยกว่า 60 ปี 
จากของราคาหลักหมื่น เหลือจ่ายแค่หลักร้อยหลักพันต่อเดือน รู้ทันกับดัก "ผ่อน 0%" ก่อนแบกหนี้สะสมไม่รู้ตัว
สองลุงป้าวัยเกษียณ บินมาเรียนทำไอศกรีมที่ไทย สู่เจ้าของ “Freshio Gelato” ร้านของหวานขวัญใจวัยรุ่นสิงคโปร์