ในช่วงเวลาที่ Sabrina Carpenter กำลังเป็นหนึ่งในศิลปินป๊อปที่มาแรงที่สุดของโลก เธอยังสร้างอีกหนึ่งความสำเร็จที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือธุรกิจน้ำหอมส่วนตัวภายใต้แบรนด์ “Fragrance by Sabrina” ที่เพิ่งทำยอดขายทะลุ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกในปี 2025 ตัวเลขนี้ไม่เพียงยืนยันว่าน้ำหอมของเธอไม่ใช่แค่สินค้าที่ขายได้เพราะกระแสความดัง แต่ยังกำลังกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของวงการความงามที่ขับเคลื่อนโดยคนดัง (celebrity beauty) ในยุคนี้
จากขวดแรกสู่รายได้เก้าหลัก
Carpenter เปิดตัวน้ำหอมกลิ่นแรกในชื่อ Sweet Tooth เมื่อปี 2022 ผ่านการร่วมมือกับ Scent Beauty บริษัทพัฒนาน้ำหอมเดียวกับที่เคยทำงานร่วมกับ Kylie Minogue โดยวางจุดยืนเป็นน้ำหอมกลิ่นหวานสไตล์ของหวาน ราคาที่จับต้องได้ง่าย อยู่ในช่วง 29-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อขวด ต่างจากน้ำหอมระดับหรูที่มักตั้งราคาหลักร้อยดอลลาร์
หลังจากนั้นแบรนด์ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้ง Cherry Baby, Me Espresso และล่าสุดอย่าง Lemon Pie ซึ่งบริษัทวางเป็นหมากสำคัญสำหรับการบุกตลาดต่างประเทศในปี 2026
ผลประกอบการเติบโตอย่างก้าวกระโดด Stephen Mormoris ซีอีโอของ Scent Beauty เปิดเผยว่ายอดขายปลีกทั่วโลกของน้ำหอม Sabrina Carpenter ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ด้วยอัตราเติบโตเมื่อเทียบปีต่อปีสูงถึง 60% โดยข้อมูลจาก YipitData ระบุว่าเฉพาะยอดขายในตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่กว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 10% จากปีก่อนหน้า สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตมาจากตลาดต่างประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งขยายตัวเร็วกว่าตลาดในประเทศถึง 6 เท่า
นอกจากนี้ น้ำหอมสองกลิ่นแรกของเธอยังทำกำไรสุทธิได้มากกว่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีแรกของการเปิดตัว และแบรนด์ยังได้รับการยกให้เป็นแบรนด์น้ำหอมที่เติบโตเร็วที่สุดในเครือ Walmart ก่อนขยายช่องทางจำหน่ายเข้าสู่ Ulta ซึ่งเป็นการขยับจากตลาดแมสสู่ตลาดกึ่งพรีเมียมอย่างมีนัยสำคัญ
ช่วงเทศกาล Black Friday ปี 2025 กลิ่น Sweet Tooth เป็นน้ำหอมของคนดังเพียงรายเดียวที่ติดอันดับ 10 สินค้าความงามขายดีที่สุด ขณะที่ความสำเร็จทางดนตรีของเธอ ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ Short n’ Sweet ที่ทำรายได้ 77.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 หรืออัลบั้ม “Man’s Best Friend” ที่ขึ้นอันดับ 1 บิลบอร์ด ก็ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นยอดขายน้ำหอมไปพร้อมกันแบบเรียลไทม์ Mormoris ถึงกับเปรียบเทียบเส้นทางการเติบโตของแบรนด์นี้กับ Jennifer Lopez ซึ่งสร้างยอดขายสะสมได้ราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดอาชีพการทำธุรกิจน้ำหอม แม้จะเป็นเส้นทางที่ต้องใช้เวลาสั่งสมนานหลายปีก็ตาม
เทียบกับ rhode: อีกหนึ่งกรณีศึกษาความงามจากคนดัง
หากมองหาตัวอย่างที่ใกล้เคียงกันในวงการความงามที่ขับเคลื่อนโดยคนดัง แบรนด์สกินแคร์ “rhode” ของ Hailey Bieber ถือเป็นกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดย rhode เปิดตัวในปี 2022 เช่นเดียวกับน้ำหอมของ Carpenter และทำยอดขายสุทธิได้ 212 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบปีบัญชีที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 จากสินค้าเพียงราว 10 รายการ ผ่านช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภค (DTC) เท่านั้น
ก่อนที่ e.l.f. Beauty จะเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่าสูงสุดถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งถือเป็นการเข้าซื้อกิจการที่ใหญ่ที่สุดของ e.l.f. Beauty เท่าที่เคยมีมา
เมื่อเทียบตัวเลขในกรอบเวลาที่ใกล้เคียงกัน rhode มียอดขายสุทธิสูงกว่าน้ำหอมของ Carpenter ราวสองเท่า และเติบโตจนถึงจุดที่มีมูลค่ากิจการสูงถึงระดับพันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแบรนด์มีจุดร่วมสำคัญคือเริ่มต้นในปีเดียวกัน ใช้ชื่อเสียงของเจ้าของแบรนด์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก และเลือกกลยุทธ์ราคาที่เข้าถึงง่าย ไม่เน้นสร้างภาพลักษณ์หรูหราราคาสูงแบบแบรนด์น้ำหอมหรือสกินแคร์ดั้งเดิม ข้อแตกต่างสำคัญอยู่ที่หมวดหมู่สินค้า โดย rhode อยู่ในตลาดสกินแคร์ที่ผู้บริโภคมักซื้อซ้ำสม่ำเสมอกว่า ขณะที่น้ำหอมของ Carpenter อยู่ในตลาดที่ผู้บริโภคมักซื้อเป็นของขวัญหรือซื้อตามกระแสฤดูกาลมากกว่า ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าเหตุใดมูลค่าตลาดโดยรวมจึงต่างกัน
ทั้งนี้ ความสำเร็จของทั้งสองแบรนด์ยังโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อนำไปเทียบกับแบรนด์ความงามของคนดังรายอื่นที่ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Gxve Beauty ของ Gwen Stefani ที่ต้องยุติกิจการอย่างเงียบ ๆ Le Domaine ของ Brad Pitt ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราคาสูงเกินจริง หรือ r.e.m. beauty ของ Ariana Grande ที่ประสบปัญหารักษาโมเมนตัมหลังกระแสเปิดตัวจางหายไป ข้อมูลจาก Nielsen ยังระบุว่ามีแบรนด์ความงามเพียง 26 แบรนด์จากเกือบ 1,000 แบรนด์ในสหรัฐฯ เท่านั้นที่ทำยอดขายปลีกได้เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งทั้ง Carpenter และ Bieber ต่างอยู่ในกลุ่มชั้นแนวหน้านี้แล้ว
สูตรความสำเร็จที่ไม่ได้มาจากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว
กรณีของ Sabrina Carpenter และ Hailey Bieber ชี้ให้เห็นแนวโน้มร่วมกันของธุรกิจความงามยุคใหม่ นั่นคือชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างรายได้ระดับร้อยล้านดอลลาร์ แต่ต้องอาศัยผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ราคาที่เข้าถึงง่าย และจังหวะการตลาดที่สอดคล้องกับกระแสความนิยมของเจ้าของแบรนด์ในขณะนั้น สำหรับผู้บริโภคและผู้ติดตามวงการธุรกิจ ทั้งสองกรณีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการต่อยอดชื่อเสียงให้กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่รอบคอบไม่ต่างจากการสร้างแบรนด์ทั่วไป
