Exclusive Featured SMEs

คราฟต์ไอศกรีมร้อยล้าน ไม่ได้ขายแค่ความอร่อย แต่ครีเอตรสชาติจาก “เรื่องราว-ความรู้สึก” 

ในยุคที่ธุรกิจอาหารและของหวานต้องลงสนามแข่งขันกันตลอดเวลา การทำของให้อร่อยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือหัวใจสำคัญของการเติบโต เหมือนอย่าง Guss Damn Good (กัสส์แดมน์กู๊ด) แบรนด์คราฟต์ไอศกรีมของคนไทย ที่ใช้กลยุทธ์แปลงเรื่องราวและความรู้สึก ให้กลายมาเป็นรสชาติไอศกรีมที่แปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนสามารถดึงดูดแบรนด์ยักษ์ใหญ่เข้ามาร่วมคอลแลบด้วยมากกว่า 200 แบรนด์

วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนทุกคนไปพูดคุยกับ คุณระริน ธรรมวัฒนะ Co-founder / Chief Ice Cream Artist และ คุณนที จรัสสุริยงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Guss Damn Good ถึงเบื้องหลังความสำเร็จ ปรัชญาการทำงาน และความจริงอันเจ็บปวดของการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ไม่เคยมีคำว่าง่าย

จุดเริ่มต้นจาก “บอสตัน”

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ในวันที่ตลาดไอศกรีมเมืองไทยยังเน้นการใส่ท็อปปิ้งเยอะๆ เพื่อให้ถ่ายรูปสวย กระทั่งคุณระรินได้สัมผัสวัฒนธรรมการกินไอศกรีมคราฟต์ที่เมืองบอสตัน ที่มันไม่ต้องมีท็อปปิ้งเยอะแยะ ทำให้พวกเขาจุดประกายความคิดบางอย่าง

“ทำไมคนเขาไปกินไอติมกันเยอะมากในโมเมนต์ต่างๆ อย่างเช่น หิมะตกก็ไปกินไอติมกัน เราก็เลยไปถามเพื่อนคนบอสตัน เขาก็บอกว่าคนที่นี่เขากินไอติมในตอนหน้าหนาว เพราะมันทำให้เขาคิดถึงซัมเมอร์ กินไอติมปุ๊บแล้วทำให้เขาคิดถึงหญ้าเขียว คิดถึงอากาศอุ่นๆ เราก็เลยรู้สึกชอบที่ไอติมมันเป็นมากกว่าขนม มันมีความรู้สึก มันมีโมเมนต์อยู่ในนั้น”

คำตอบนั้นทำให้ทั้งคู่คิดว่า ไอศกรีมไม่ใช่แค่ของหวานแช่แข็ง แต่มันมีบรรยากาศ มีความทรงจำ และมีความรู้สึกซ่อนอยู่ในนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความตั้งใจที่จะนำความรู้สึกเช่นนี้กลับมาสร้างขึ้นที่ประเทศไทย

รสชาติแรก ชื่อว่า Don’t Give Up 18 เป็นไอศกรีมรสนมธรรมดา แต่ความพิเศษอยู่ที่ทั้งคู่ไม่ใช่เชฟ และทำไอศกรีมไม่เป็น

“สิ่งที่เราทำคือการไปหานมมาทุกยี่ห้อ นำมาวางเรียงกัน แล้วจับคู่ผสมสัดส่วนไปเรื่อยๆ จนพอทำไปถึงครั้งที่ 18 ได้เทกซ์เจอร์ใกล้เคียงกับที่บอสตัน คือเนียน นุ่ม เหนียว แต่ไม่หนัก”

แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางใจที่ทำให้ตื่นเต้นและรู้สึกว่า “เราเริ่มจะไม่เฟลแล้ว” ซึ่งต่อมากลายมาเป็นรสชาติยอดฮิตที่ผู้คนนิยมซื้อส่งให้กันในวันที่ต้องการเชียร์อัพ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของดีเอ็นเอแบรนด์ นั่นคือ “การตั้งชื่อรสชาติแปลกๆ เพื่อเล่าเรื่องราว”

จากพนักงานประจำ สู่เจ้าของธุรกิจร้อยล้าน

คุณนที เล่าถึงตอนที่เขาทำงานประจำอยู่องค์กรใหญ่ๆ ตอนนั้นก็ทำงานอย่างเต็มระบบ หามรุ่งหามค่ำ แต่ตอนที่ทำงานประจำจะมีหัวหน้าให้ปรึกษา มันจะมีคนที่เก่งและคนที่เก่งกว่า แล้วมันก็จะมีคนที่โคตรเก่ง

“ทำของตัวเองมันต้องกระตุ้นตลอดเวลา ว่าเฮ้ยวันนี้เหนื่อย เราต้องฮึบ แต่ว่าถ้าทำงานประจำ มันก็จะมีเพื่อนหรือมันจะมีหัวหน้าที่แบบคอยเชียร์อัพ หรือคอยให้คำแนะนำที่มันดีๆ อยู่เสมอครับ ผมว่าตรงจุดต่างและความยากมันคือตรงนี้”

ด้าน คุณระริน เล่าต่อว่า “เราไปเรียน MBA มา 2 ปี ปีที่ 2 เราก็ทำแต่ Guss Damn Good เพราะฉะนั้นเราศึกษาตลาดนี้มาพอสมควรเหมือนกัน”

โดยหน้าร้านสาขาแรกของ Guss Damn Good เปิดตัวขึ้นที่ศาลาแดง ซอย 1 บนพื้นที่เพียง 7 ตารางเมตร หน้าร้านกว้าง 1 เมตร ลูกค้าเข้า 3-5 คนก็เต็มแล้ว 

แต่ความแคบนั้นกลับกลายเป็นข้อดี เพราะมันทำให้ร้านดูยุ่งและขายดีตลอดเวลา ประกอบกับฐานลูกค้าเดิมที่เคยตามไปกินตามงานฟรีมาร์เก็ต ทำให้ร้านแรกประสบความสำเร็จอย่างสูง

หากพูดถึงเรื่องที่มาของแต่ละรสชาตินั้น หัวใจสำคัญที่ทำให้ Guss Damn Good ต่างจากแบรนด์อื่น คือกระบวนการคิดแบบ Story to Flavour

คุณนทีเล่าว่า “แต่ละรสชาติมันก็จะมีปรัชญาในการคิดรสชาติ มาจาก Story เทิร์นมาเป็น Feeling ก่อน แล้ว Feeling ถึงมาเป็น Flavour มันก็เลยทำให้ไปเข้าตาใครหลายๆ คนว่าอยากมีไอศกรีมรสชาติบริษัทของเขาเองบ้าง”

เมื่อแก่นของแบรนด์ชัดเจน Guss Damn Good จึงทำให้แบรนด์ต่างๆ อยากเข้ามาคอลแลบด้วย ตลอด 11 ปีที่ผ่านมามีการคอลแลบมากกว่า 200 แบรนด์ 

ยกตัวอย่างเช่น Deloitte (ดีลอยท์) บริษัทตรวจสอบบัญชี ทำไอศกรีมที่ชื่อว่า In Good Hands หรือ Pruksa (พฤกษา) ที่เป็นบ้าน ก็จะชื่อรสว่า Live Well เป็นต้น 

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่กระแสตอบรับดี จนสร้างไวรัลไปทั่วโซเชียล นั่นคือโปรเจ็กต์ Guss Grocery ที่ทำขึ้นในเดือน 7 ของทุกปี เป็นการหยิบยกแบรนด์สินค้าไทยระดับตำนานที่คนไทยคุ้นเคยตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านชำ มาทำเป็นไอศกรีมคอลแลบ เช่น ปลากระป๋องสามแม่ครัว, ผักกาดดองนกพิราบ, น้ำปลาทิพรส, ส.ขอนแก่น, เนยออร์คิด, ปูไทย, เซี่ยงไฮ้ ฯลฯ

คุณระรินเล่าถึงความยากในโปรเจ็กต์ Guss Grocery ว่า “โปรเจ็กต์นี้เราเตรียมกันเป็นปีค่ะ ความโหดคือการที่จะเชิญพาร์ตเนอร์แต่ละคนเข้ามาร่วมโปรเจ็กต์ แล้วทำไอติมออกมาให้มันเป็นขนมหวานที่อร่อย อย่างปลากระป๋อง เราจะทำยังไงให้ปลากระป๋องมาแค่ตอนปลาย แต่กินแล้วยังคิดถึงสามแม่ครัวอยู่”

การคอลแลบ เรียกว่า Branding Project ที่ทำให้รู้สึกว่าไอศครีมมันสามารถเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนหลายๆ เหตุการณ์ได้ 

“เราไม่ได้ตีโจทย์ว่าไอศกรีมมันจะเป็นแค่ Frozen Desert เรามองไปไกลกว่านั้น คือไอศกรีมมันมีความรู้สึก อันนั้นคือความเชื่อของเรา”

บทเรียนจริงของผู้ประกอบการ

จากวันที่มีคนเพียงไม่กี่คน ปัจจุบัน Guss Damn Good ขยายไปเกือบ 30 สาขา รวมแบรนด์ Adam & Eves และดูแลพนักงานเกือบ 200 ชีวิต

โดย คุณนที สะท้อนมุมมองการเป็นเจ้าของธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจว่า “ตอนแรกผมกับระรินก็คุยกันว่าทำสัก 3 ปี ถ้ามันดังแล้วสบายละเดี๋ยวหาคนมาช่วย แต่พอมีคนมาช่วยปุ๊บ เราก็มีงานที่ยากขึ้นกว่าเดิม ประสบการณ์ผม 10 ปี ยากขึ้นทุกปี ไม่เคยมีปีไหนที่ไม่ยากเลย แล้วโจทย์มันก็ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ”

“การมาเป็นผู้ประกอบการมันไม่ได้สบายเลย มันหยุดคิดไม่ได้เลย มันมีช่วงที่ผมแบบ ไม่สามารถหยุดคิดถึง Guss Damn Good ได้ทั้งวัน แม้กระทั่งตอนนอน”

ส่วน คุณระริน เล่าว่า “เมื่อธุุรกิจเริ่มโตก็จะเจอกับปัญหาที่ใหญ่ขึ้น เหมือนทุกวันคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ แล้วปัญหาเดิมก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา”

สำหรับคนที่อยากเริ่มทำธุรกิจเอง ต้องเผชิญกับปัญหาที่อยากเลิกอยู่ตลอดเวลา บางทีทำไปไม่ได้ตังค์เลยก็มี แต่แพชชันมันก็มาช่วย ในวันที่ไม่ดีเช่นกัน

“ทุกคนทำของที่มันเจ๋งขึ้นเรื่อยๆ อย่างเราก็เป็นชาเลนจ์เหมือนกันว่า เฮ้ยเราทำยังไงนะที่ให้คนนึกถึงเราได้บ่อยขึ้น ให้เขาคิดว่าสิ่งนี้ที่อื่นมันหาไม่ได้ เขาต้องมากินเรา”

Related Posts

วัตถุดิบ “GI” ทำอะไรได้บ้าง เปิดไอเดีย Cooking Table ทำเมนูใหม่จากของดีท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าได้หลักพัน
ร้านขนมอบสไตล์ฝรั่งเศส Trinity
ขายได้เกือบ 3 ล้าน ใน 3 เดือน สูตรปั้น “SODO Donut” คาเฟ่โดนัทรสชาติไทย เสิร์ฟวันละ 600-1,000 ชิ้น