ข่าววันนี้ รอบโลก

ญี่ปุ่นชวนคนไปอยู่บ้านร้าง มี 9 ล้านหลังทั่วประเทศ ยกให้ฟรี ไปอยู่ให้หน่อย สะท้อนวิกฤตคนติดเมืองใหญ่ไม่กลับชนบท

ถ้ามีบ้านหลังสวยในโลเคชั่นงาม ๆ แบบประเทศญี่ปุ่นมาขายในราคาถูก แถมบางหลังถึงขั้นยกให้ฟรีเลย คุณจะสนใจไหม

เมื่อพูดถึงคำว่า “บ้านร้าง” คนอาจนึกถึงภาพบ้านน่าหวาดกลัว แต่ในเชิงคำนิยาม บ้านร้าง คือ สิ่งปลูกสร้างประเภทบ้านหรืออาคารที่ถูกทอดทิ้ง ปราศจากผู้คนอยู่อาศัย และไม่มีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง จนมักมีสภาพชำรุดทรุดโทรม หรือเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา 

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาบ้านร้างที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า “Akiya” 

ปัจจุบันมีจำนวนบ้านร้างทั่วประเทศสูงถึงประมาณ 9 ล้านหลัง หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 7 ของอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในประเทศ และในบางจังหวัดมีรายงานว่าสัดส่วนบ้านว่างสูงถึง 1 ใน 4 ของบ้านทั้งหมดในพื้นที่ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงปัญหาเล็ก ๆ แล้ว แต่กลายเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ของหน่วยงานท้องถิ่น สะท้อนวิกฤตด้านโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่น

รากปัญหาประชากรลดลง เมืองใหญ่ดูดคนจากชนบท

สาเหตุหลักของวิกฤตบ้านร้างมาจากอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อยู่ที่เพียง 1.2 คนต่อสตรีหนึ่งคน ประกอบกับนโยบายจำกัดการรับผู้อพยพในอดีตของญี่ปุ่น ส่งผลให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง 

ข้อมูลสำมะโนประชากรเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประชากรญี่ปุ่นลดลงไปแล้วประมาณ 3 ล้านคน

ขณะเดียวกันยังเกิดปรากฏการณ์การย้ายถิ่นภายในประเทศที่ซ้ำเติมปัญหาดังกล่าว จากทั้งหมด 47 จังหวัดทั่วประเทศ มีเพียงกรุงโตเกียวเท่านั้นที่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการสำรวจสำมะโนครั้งล่าสุด ส่วนอีก 45 จังหวัดล้วนสูญเสียประชากรไปทั้งสิ้น 

ปัจจุบันมีสัดส่วนประชากรมากกว่า 37% ของประเทศอาศัยอยู่ในเขตมหานครสามแห่งหลัก ได้แก่ โตเกียว โอซาก้า และนาโกย่า ขณะที่หมู่บ้านในชนบทค่อยๆ เงียบเหงาและร่วงโรยลงทีละน้อย โรงเรียนทยอยปิดตัว ร้านค้าปิดกิจการ และโครงสร้างพื้นฐานเสื่อมสภาพลงโดยไม่มีผู้ดูแล

รูปแบบทั่วไปของปัญหานี้คือ ผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบทเสียชีวิตหรือย้ายเข้าสถานดูแลผู้สูงอายุ ขณะที่บุตรหลานของพวกเขาซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ไม่ต้องการกลับไปอยู่บ้านเดิม และไม่สามารถหาผู้ซื้อหรือผู้เช่ารายใหม่ได้ เนื่องจากประชากรในพื้นที่ลดลงเรื่อยๆ 

เหตุใดจึงไม่รื้อถอนบ้านร้างเหล่านี้

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าแล้วทำไมไม่รื้อถอนบ้านเก่าเพื่อนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อื่น เช่น ทำการเกษตร สร้างฟาร์มพลังงานลม ต้องอธิบายก่อนว่าระบบภาษีทรัพย์สินของญี่ปุ่นมีลักษณะเฉพาะคือ หากเจ้าของทรัพย์สินรื้อถอนบ้านเก่า ภาระภาษีที่ดินจะเพิ่มสูงขึ้นทันที ด้วยเหตุนี้ ทายาทจำนวนมากที่รับมรดกบ้านเก่าซึ่งไม่ต้องการอยู่อาศัยและไม่สามารถขายได้ จึงเลือกปล่อยทิ้งร้างไว้เฉยๆ มากกว่าจะเสียภาษีเพิ่มจากการรื้อถอน

สถานการณ์เช่นนี้อาจดูสมเหตุสมผลสำหรับเจ้าของทรัพย์สินแต่ละรายที่อยู่ห่างไกลในเมืองใหญ่ แต่กลับสร้างปัญหาใหญ่ให้กับรัฐบาลท้องถิ่น เนื่องจากบ้านร้างเสี่ยงจะเกิดไฟไหม้  อีกทั้งยังเป็นจุดที่ทำให้ทัศนียภาพของพื้นที่เสื่อมโทรมและฉุดมูลค่าทรัพย์สินข้างเคียงให้ลดต่ำลง

ให้บ้านฟรี เงินอุดหนุนอีกหลักล้านเยน

รัฐบาลท้องถิ่นจำนวนมากได้จัดตั้งฐานข้อมูลที่เรียกว่า Akiya Bank ขึ้นในแต่ละจังหวัด เพื่อให้เจ้าของทรัพย์สินลงทะเบียนบ้านว่างของตน และให้หน่วยงานท้องถิ่นเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงกับผู้ซื้อที่สนใจ ราคาขายของบ้านอากิยะมีความหลากหลาย แต่ราคาเฉลี่ยที่พบบ่อยอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านเยน หรือประมาณ 1 ล้านบาท และบางแห่งถึงกับเสนอให้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ

แต่โครงการส่วนใหญ่จะกำหนดพันธะผูกพันที่ชัดเจน อาทิ ผู้รับบ้านต้องพำนักอาศัยในเมืองนั้นเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี ต้องปรับปรุงซ่อมแซมทรัพย์สินภายในกรอบเวลาที่กำหนด และในบางกรณีอาจมีข้อจำกัดด้านอายุของผู้สมัครหรือกำหนดให้ต้องมีบุตร

นอกจากโครงการบ้านราคาถูกหรือให้เปล่าแล้ว รัฐบาลกลางญี่ปุ่นยังดำเนินโครงการเงินอุดหนุนการย้ายถิ่นฐานระดับชาติที่มีชื่อว่า “โครงการสนับสนุนการย้ายถิ่นฐานเพื่อฟื้นฟูภูมิภาค” ซึ่งบริหารจัดการโดยสำนักคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น 

โครงการนี้จะเสนอเงินสนับสนุนพื้นฐานจำนวน 1,000,000 เยน (ประมาณ 2 แสนบาท) สำหรับครัวเรือน และ 120,000 บาท สำหรับผู้ย้ายถิ่นคนเดียว พร้อมเงินเพิ่มเติมสูงสุดอีก 2 แสนบาทต่อสมาชิกครัวเรือนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีแต่ละคน 

หากผู้สมัครมีการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในปีเดียวกันกับการย้ายถิ่น ยังสามารถขอรับเงินอุดหนุนเพิ่มเติมสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจได้อีกสูงสุด 4 แสนบาท ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะได้ยอดเงินสนับสนุนสูงสุด 620,000 บาท

คุณสมบัติผู้สมัครโครงการ

ผู้ที่ต้องการสมัครขอรับเงินอุดหนุนต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ต่อไปนี้ทั้งหมด ได้แก่

ประวัติการพำนักอาศัย ผู้สมัครต้องเคยอาศัยอยู่ใน 23 เขตการปกครองของกรุงโตเกียว หรือเดินทางไปทำงานในเขตดังกล่าวจากพื้นที่โดยรอบในเขตมหานครโตเกียว เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปีติดต่อกันภายใน 10 ปีก่อนการย้ายถิ่น ทั้งนี้มีการผ่อนปรนกฎเกณฑ์เล็กน้อยในภายหลัง โดยอนุญาตให้นับรวมช่วงเวลาที่นักศึกษาเดินทางไปเรียนในโตเกียวได้ด้วย

เงื่อนไขด้านการจ้างงาน ผู้สมัครต้องเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ คือ ยังคงทำงานให้กับนายจ้างในโตเกียวผ่านระบบทำงานทางไกล หรือหางานผ่านพอร์ทัลจับคู่งานที่กำหนดโดยจังหวัดปลายทาง หรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในพื้นที่ปลายทาง หรือย้ายไปทำงานที่สาขาท้องถิ่นของนายจ้างเดิม

ข้อผูกพันด้านระยะเวลา ผู้รับเงินอุดหนุนต้องตั้งถิ่นฐานในเทศบาลที่กำหนดและพำนักอาศัยอยู่ที่นั่นอย่างน้อย 5 ปี หากย้ายออกก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าว จะต้องคืนเงินอุดหนุนทั้งหมดที่ได้รับ

กรอบเวลาการสมัคร กฎเกณฑ์ระดับชาติอนุญาตให้ยื่นสมัครได้ภายใน 1 ปีหลังการย้ายถิ่น แต่แต่ละเทศบาลสามารถกำหนดกรอบเวลาที่เข้มงวดกว่าได้เอง ดังนั้นผู้สนใจจึงควรศึกษาข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ของเมืองปลายทางก่อนตัดสินใจย้ายถิ่น

ไม่เฉพาะคนญี่ปุ่น ชาวต่างชาติก็สมัครได้

โครงการนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะพลเมืองญี่ปุ่นเท่านั้น คุณสมบัติการสมัครพิจารณาจากประวัติการอยู่อาศัยและทำงาน มากกว่าสัญชาติของผู้สมัคร กล่าวคือ ชาวต่างชาติที่เคยอาศัยและเดินทางไปทำงานในเขตมหานครโตเกียวเป็นเวลา 5 ปีขึ้นไป และถือวีซ่าที่เหมาะสม เช่น วีซ่าทำงาน วีซ่าคู่สมรส หรือสถานะผู้พำนักถาวร จะมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขเช่นเดียวกับพลเมืองญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ความครอบคลุมของโครงการยังมีข้อจำกัดอยู่มาก จากรายชื่อเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการซึ่งสำนักคณะรัฐมนตรีเผยแพร่ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 มีเทศบาลเข้าร่วมทั้งสิ้น 1,304 แห่ง หรือคิดเป็นประมาณ 3 ใน 4 ของประเทศ ขณะที่จังหวัดโอซาก้าไม่มีเทศบาลใดเข้าร่วมโครงการเลยแม้แต่แห่งเดียว ส่วนกรุงโตเกียวเองก็มีหมู่บ้านบนภูเขาและเกาะที่เข้าเกณฑ์เพียง 11 แห่งเท่านั้น รวมถึงหมู่บ้านโอคุทามะ แต่ทุกแห่งกลับไม่ได้เปิดให้บริการเงินอุดหนุนตามโครงการนี้จริง

ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในบ้านราคาถูก

แม้ราคาบ้านและเงินอุดหนุนจะดูน่าดึงดูดใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์เตือนว่าบ้าน Akiya ส่วนใหญ่ที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปีมักต้องการการซ่อมแซมโครงสร้างครั้งใหญ่ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการสร้างบ้านใหม่ในเขตชานเมืองทั่วไปเสียอีก

นอกจากค่าซ่อมแซมแล้ว ผู้ซื้อยังต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ภาษีการได้มาซึ่งทรัพย์สิน และค่าใช้จ่ายด้านเอกสารทางกฎหมายต่างๆ โดยเฉลี่ยแล้ว การปรับปรุงบ้านร้างสภาพทรุดโทรมให้อยู่อาศัยได้จริงมักมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำประมาณ 1.6 ล้านบาท 

ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตบ้านร้างของญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างของประเทศที่กำลังเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดต่ำ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ พร้อมทั้งมีบทบาทในการช่วยฟื้นฟูชุมชนชนบทที่กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยทางประชากรอย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง : Old Houses Japan, All Akiyas

Related Posts