เรื่องราวของ ฮิโรกิ โทมิยาสุ (Hiroki Tomiyasu) อดีตข้าราชการชาวญี่ปุ่นที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะตัวอย่างของการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้แก้ปัญหาจริงในภาคเกษตรกรรม แม้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านการเกษตรหรือวิศวกรรมมาก่อนก็ตาม
โทมิยาสุเติบโตในพื้นที่ใกล้กรุงโตเกียว เคยทำงานเป็นข้าราชการมาก่อน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ดินทำกินที่ถูกทิ้งร้างในฮอกไกโด และเรียนรู้การบริหารจัดการไร่ด้วยตนเองทั้งหมด ปัจจุบันเขาดูแลพื้นที่เพาะปลูกบล็อคโคลี่ ฟักทอง ต้นหอมญี่ปุ่น และถั่วเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ราว 100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 600 ไร่
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มนำ ChatGPT และ Codex เครื่องมือ AI สำหรับการเขียนโค้ด มาใช้แก้ปัญหาการทำฟาร์มที่ต้องใช้แรงงานหนักและขาดแคลนบุคลากร แทนที่จะพึ่งพาระบบอัตโนมัติสำเร็จรูปราคาแพงที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาเลือกเรียนรู้และสร้างเครื่องมือขึ้นมาเอง

ตัวอย่างเครื่องมือที่เขาพัฒนาขึ้น ได้แก่ ระบบตรวจสอบโรคพืชด้วยการถ่ายภาพจุดดำบนบล็อคโคลี่แล้วให้ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์ ระบบติดตามสภาพแปลงเพาะปลูกด้วยข้อมูลดาวเทียมที่นำมาซ้อนทับกับแผนที่แปลง
ระบบควบคุมช่องระบายอากาศในโรงเรือนจากระยะไกลผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยใช้บอร์ด ESP32 มอเตอร์ไดรฟ์ Cloudflare Workers และแชทบอทผ่านแอปพลิเคชัน LINE รวมถึงบอทสำหรับกลุ่มแชทของทีมงานที่สามารถตรวจสอบอุณหภูมิโรงเรือน สั่งเปิด-ปิดช่องระบายอากาศ และดึงข้อมูลตารางงานได้ นอกจากนี้เขายังให้ Codex อ่านประวัติแชทกลุ่มเพื่อนับจำนวนถาดเพาะกล้าบล็อคโคลี่ที่ปลูกไปแล้วอย่างแม่นยำ
โทมิยาสุยังใช้ ChatGPT ศึกษาทำความเข้าใจระบบบังคับเลี้ยวรถแทรกเตอร์แบบ RTK-GPS ก่อนตัดสินใจซื้อ จนพบว่าสามารถประกอบระบบขึ้นเองได้ในราคาเพียงไม่กี่แสนเยน แทนที่จะต้องซื้อระบบสำเร็จรูปที่มีราคาสูงกว่ามาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ AI จะช่วยแปลงความคิดให้กลายเป็นเครื่องมือใช้งานได้จริง แต่การตัดสินใจสำคัญทั้งหมดยังคงเป็นของโทมิยาสุเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกว่าจะสร้างเครื่องมือใด จะซื้ออุปกรณ์ชนิดไหน หรือการประเมินความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าที่เชื่อมต่อมอเตอร์ 24 โวลต์เข้ากับระบบคลาวด์ ผู้เชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยีมองว่ากรณีนี้สะท้อนถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ผู้ปฏิบัติงานที่เสริมพลังด้วย AI” (AI-augmented operator) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาของตนที่สามารถเข้าถึงศักยภาพด้านวิศวกรรมได้ตามต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทีมพัฒนาซอฟต์แวร์แบบเดิม
เรื่องราวของโทมิยาสุจึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ว่า AI สามารถลดต้นทุนในการทดลองสร้างต้นแบบและระบบอัตโนมัติภายในองค์กรได้จริง แต่เมื่อระบบต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลลูกค้า การชำระเงิน หรือข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การพึ่งพาวิจารณญาณทางวิศวกรรมและความรับผิดชอบของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเช่นเดิม
อ้างอิง : irrationalchange, businessbytes, note, gotchaa-lab
